วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

แม่นาคพระโขนงเวอร์ชั่นแม่บ้านชนชั้นกลาง+รักโรแมนติค

ข้าพเจ้าตามนักศึกษาวิชาการเมืองในนวนิยายของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ไปทัศนศึกษาศาลแม่นาคพระโขนงที่วัดมหาบุศย์ ได้เห็นอะไรน่าสนใจที่อยากตั้งข้อสังเกตอยู่หลายประการ


ศาลแม่นาคมีคนไปทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะการขออะไรบางอย่างจากแม่นาค ตั้งแต่ขอให้สมหวังในความรัก ขอให้ไม่โดนเกณฑ์ทหาร ขอหวย ฯลฯ การขอสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนภาพของแม่นาคที่คนต้นศตวรรษจดจำ

เรื่องราวของแม่นาคถูกเล่าซ้ำ ๆ ทั้งปากต่อปาก นิทาน/นิยาย ละครหลายรูปแบบและภาพยนตร์ พล็อตหลักของเรื่องกล่าวถึงหญิงทีคลอดลูกตายขณะสามีไปเป็นทหาร เมื่อสามีกลับมาบ้านโดยไม่รู้ว่าภรรยาตายก็อยู่เลยร่วมกัน การถูกปราบของเธอเป็นไปหลายรูปแบบตั้งแต่ถูกเรียกลงหม้อข้าวแล้วถ่วงน้ำ จนถึงการพ่ายแพ้ตอนสมเด็จพุทธาจารย์โต

องค์ประกอบหลักที่แม่นาคทุกเวอร์ชั่นต้องมีคือการยืดแขนเก็บมะนาวที่ตกใต้ถุนบ้าน อะไรประมาณนี้หลอนคนไทยต่อเนื่องมาหลายรุ่น

แต่กิจกรรมที่ได้เห็นที่ศาลแม่นาคสะท้อนความทรงจำเกี่ยวกับแง่มุมชีวิตที่ถูกบอกเล่าของเธอ ไม่ว่าการที่พ่อมากโดนเกณฑ์ไปเป็นทหาร เราจึงเชื่อว่าแม่นาคจะช่วยให้คนรอดพ้นจากการจับได้ใบแดง หรือช่วยให้คนสมหวังกับความรักเพราะเรื่องราวการให้ความสำคัญกับความรักแม้เมื่อตายไปของเธอ

ดูเหมือนเรื่องราวของแม่นาคที่ผูกใจและมีอิทธิพลต่อความทรงจำชนชั้นกลาง ณ เวลานี้ไว้ได้ น่าจะเป็นการตีความใหม่ที่ถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์ของคุณนนทรีย์ นิมิบุตร ที่ให้ภาพแม่นาคที่คนในช่วงรอยต่อศตวรรษเข้าใจหรือเชื่อมโยงกับตัวเองได้

ภาพของแม่นาคในเวลานี้สอดคล้องกับนิยามความเป็นหญิงที่เชื่อมโยงกับความเป็นเมียและแม่ ที่ดำรงอยู่ในครอบครัวแบบชนชั้นกลาง (ประกอบด้วยสามี-ภรรยา-ลูก) ที่แยกขาดจากครอบครัวขยายเดิมและคนในชุมชน คล้าย ๆ กับอยู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดที่ต่างคนต่างอยู่ (เพราะอย่างนี้พ่อมากเลยไม่รู้ว่าเมียตายเมื่อกลับจากการไปเป็นทหาร เพราะชีวิตแยกจากครอบครัวเดิมและคนอื่นในชุมชน อะไรประมาณนี้คล้ายคลึงชีวิตคนเมืองชนชั้นกลางไม่น้อย ทำให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบวิถีชีวิตแม่นาคในช่วงเวลานี้เข้าใกล้ครอบครัวแบบ “ลัดดาแลนด์” อยู่มาก)

เรื่องราวของแม่นาคที่ถูกเล่าใหม่นี้ทำให้เธอดูไม่ต่างจากภาพของผู้หญิงและความเป็นหญิงของเพศวิถีกระแสหลักที่คนต้นศตวรรษที่ 21 คุ้นเคย ภาพของแม่นาคในความทรงจำร่วมสมัยน่าจะต่างกับภาพหญิงสามัญชนในช่วงชีวิตของแม่นาคเองอยู่ไม่น้อย เช่นพ่อมากตัวจริงน่าจะต้องไปอยู่บ้านเมีย แวดล้อมไปด้วยญาติฝ่ายเมียมากกว่าจะอยู่กันสองต่อสองแบบบ้านจัดสรรคนเมืองในเวลานี้ เพราะอย่างทำให้เข้าใจได้ยากที่เมื่อกลับจากเป็นทหารแล้วจะไม่รู้ว่าเมียตาย เพราะญาติเมียที่น่าจะต้องดูแลแม่นาคเมื่อคลอดลูกน่าจะบอกให้รู้

แม่นาคที่ถูกนำเสนอแบบแม่บ้านที่อยู่แยกจากครอบครัวเดิมของคน-เฝ้ารอรักนี้ ต้องรสนิยมคนในช่วงเวลาที่ความรักแบบโรแมนติคถูกให้ค่าสูงส่งจนกลายเป็นอะไรที่คนขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิต ภาพของแม่นาคในหนังหรือละครออกอาการหญิงที่ยึดมั่นในรักแม้ความตายก็พรากให้จากกันไม่ได้ ความรักและห่วงผัวกลายเป็นสำนึกสุดท้ายก่อนตายที่ดึงให้เธอไม่ไปไหน

ฉากการร่ำลาระหว่างแม่นาคกับพ่อมากในตอนท้าย ๆ ของหนัง “นางนาค” (ฉบับนนทรีย์) 
สะท้อนการยึดเหนี่ยวชายที่เป็นที่รักแบบไม่ยอมปล่อย ภาพการเกาะกุมมือยึดไว้แม้ปลายนิ้วในเวลาที่ต้องพรากจากทำให้บางคนน้ำตาร่วงรินตามแม่นาค-พ่อมากไปด้วย รักโรแมนติคที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมแต่ตอกย้ำกับคนดูว่ารักไม่มีวันตายสอดรับกับความเชื่อเกี่ยวกับความรักโรแมนติคของหลายคน

คนไม่น้อยที่ซาบซึ้งกับแม่นาคฉบับรักโรแมนติคลืมไปว่าตามเรื่องเธอเสียชีวิตไปก่อนที่ความรักจะจืดจาง ถ้าไม่ตายแล้วอยู่ร่วมกับพ่อมากตามวิถีแบบชนชั้นกลางในเวลานี้ อาจเบื่อกันและพาลทะเลาะกันบ้านแทบแตกอยู่เนือง ๆ ก็เป็นได้ ที่รักของเธอดูงดงามนักเพราะคนตายไปก่อนที่ความรักแบบโรแมนติคจะตาย

แม่นาคที่คนในเวลานี้จดจำจึงเป็นการจับพล็อตเก่าใส่ในบริบทและรายละเอียดร่วมสมัย ที่น่าสนใจคือคนมากมายพึ่งพิงแม่นาคหรือย่านาคของพวกเขาว่าจะช่วยเหลือได้ในเรื่องความรัก การเกณฑ์ทหาร ฯลฯ ตามเรื่องเล่าเวอร์ชั่นล่าสุดที่อาจจะต่างจากประสบการณ์ชีวิตของแม่นาคในเวลาของเธอมาก

ของที่ผู้คนเอาไปถวายหรือแก้บนก็สะท้อนรสนิยมร่วมสมัยอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายแบบ “ชุดไทยประยุกต์” (เท่าที่เห็นแขวนอยู่ในศาลแม่นาคมักเป็นชุดไทยจักรี) เครื่องสำอางค์นานาชนิด ของใช้เด็กอ่อน ของเล่นเด็ก ที่น่าจะต่างจากวิถีชีวิตของผู้คนในช่วงเวลาที่แม่นาคน่าจะมีชีวิตอยู่มาก จนทำให้สงสัยว่าใครเป็นคนกำหนดหรือสื่อว่าแม่นาคชอบอะไร แบบไหน ที่เห็นได้คือการค้าขายและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับแม่นาคมากมาย แม่นาคจึงเกื้อกูลคนจำนวนไม่น้อยที่ขายของและให้บริการคนทีมาเยี่ยมเยียนเธอที่ศาล ณ วัดมหาบุศย์

คนมากมายช่วยกันสร้างภาพของแม่นาคตามเรื่องราวที่เขาได้ยินหรือได้ดู การเล่าเรื่องของเธอในเวอร์ชั่นใหม่ ๆ ผลิตความเป็นแม่นาคแบบร่วมสมัยที่หล่อเลี้ยงความเป็นอมตะในรูปแบบที่เลื่อนไหลไปตามการตีความและความเข้าใจของคนแต่ละรุ่น

แม่นาคเป็นใคร ชีวิตของเธอเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึนบ้างที่พระโขนงอันเป็นที่มาของเรื่องเล่านี้บ้าง อาจไม่สำคัญเท่าการตีความและเล่าเรื่องของเธอ โดยปรับให้เข้ากับความเข้าใจและจินตนาการของยุคสมัย

แม่นาคจึงเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากจะเล่า และเธอคงจะมีที่ทางในสังคมไทยไปอีกนานแสนนาน เพียงแต่ว่าความเป็นแม่นาคน่าจะเคลื่อนไปตามความเชื่อและความหมายของคนที่บอกเล่าและรับรู้เรื่องของเธอในแต่ละช่วงเวลา...

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ท้อง + ไม่พร้อม: เสรีภาพและความสามารถในการเลือกของพลเมืองไทย

เราอยู่ในเวลาที่คนเชิดชูและต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพในการเลือกทางเลือกต่าง ๆ ในชีวิตของคน แต่กลับมีหลายเรื่องหลายราวที่คนหลายกลุ่มไม่ลังเลที่จะลดทอนเสรีภาพในการเลือกของคนอื่น โดยเฉพาะในเรื่องส่วนตัวที่ไม่ถูกมองเห็นหรือจัดว่าเป็นประเด็นทางการเมือง

ตัวอย่างโหด ๆ และสุดแสนอมตะของการเบียดขับเสรีภาพในอาณาบริเวณส่วนตัว ได้แก่การเลือกทางเลือกของคนที่เผชิญสถานการณ์ “ท้องไม่พร้อม”

ปรากฏการณ์ “ท้องไม่พร้อม” ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ประการคือ “การท้อง” และ “ความไม่พร้อม” ซึ่งมีแง่มุมน่าคิดว่าด้วยการเลือกและความสามารถในการเลือกของมนุษย์หลายประการ


การท้องของคนประกอบด้วยขั้นตอนที่ต้องอาศัยการตัดสินใจอยู่หลายขั้น

·      การเลือกว่าจะท้องหรือไม่ และท้องกับใคร  วิวัฒนาการด้านการคุมกำเนิดเวลานี้มีประสิทธิภาพ สะดวกและราคาไม่สูงนัก แปลว่าเราอยู่ในเวลาที่คนควรจะเลือกได้ทุกครั้งการร่วมเพศว่าจะท้องหรือไม่ท้อง  แต่ก็ยังมีคนมากมายที่เผชิญสถานการณ์ “ท้องไม่พร้อม” โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือไม่รู้หรือเข้าไม่ถึงการคุมกำเนิด คำถามน่าคิดคือการรู้บ้าง/ไม่รู้บ้างหรือรู้ไม่เท่ากันว่าด้วยการคุมกำเนิดและเรื่องเพศที่ปลอดภัยนี้เป็นเพราะอะไร ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำที่ซับซ้อนอยู่แล้วของสังคมไทยอย่างไร 

ความสามารถในการเลือกว่าจะท้องเมื่อไร กับใคร อย่างไร กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงและคนที่เกี่ยวข้อง โดยแนวทางกระแสหลักแบบไทยที่เน้นการ “ห้าม + อั้น” คือบอกให้คนรอไปมีเซ็กส์และท้องเมื่อแต่งงานแล้วเท่านั้น ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตทางเพศของคนมากมาย และการแต่งงานก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะทำให้การท้องที่เกิดขึ้นมีความพร้อมไปทุกกรณี

ประเด็นชวนคิดคือ ทางเลือก/การได้เลือก/และความสามารถในการเลือกของคนไม่เท่ากันว่าด้วยการท้อง

·   การเลือกว่าจะอุ้มท้องต่อไปเมื่อรู้ตัวว่าท้องหรือไม่ – หลายกรณีที่ “ท้อง” มาเจอกับ “ไม่พร้อม” ในขั้นตอนนี้

อะไรบ้างที่ทำให้การท้องเกิดสภาพ “ไม่พร้อม” – เป็นไปได้ตั้งแต่การท้องเป็นผลมาจากรูปแบบเรื่องเพศ “นอกกรอบ” ของเพศวิถีกระแสหลัก (ที่นิยามความถูกต้องเหมาะสมของเรื่องเพศอย่างเฉพาะเจาะจงว่า ต้องเกิดในสถาบันการแต่งงาน แบบผัวเดียว-เมียเดียว เพื่อการเจริญพันธุ์เท่านั้น) เช่น ท้องนอกสมรส ท้องในวัยเรียน ฯลฯ

เรื่องเพศนอกกรอบถูกจัดเป็นบาปผิดใหญ่หลวง พร้อมการประณามที่รุนแรงมหาโหดชนิดที่หลายคน “ตายทางสังคม” ได้ คนไทยจำนวนไม่น้อยนิยมประณามเรื่องเพศนอกกรอบทันทีโดยไม่ดูที่มาที่ไป หรือองค์ประกอบเฉพาะของแต่ละเรื่อง ทำให้การออกนอกกรอบเรื่องเพศที่เกิดร่องรอยให้คนรู้เห็นได้กลายเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นถึงเป็นถึงตายได้ การประณามเช่นนี้ปิดทางเลือกและการเข้าถึงความช่วยเหลือและบริการที่จำเป็นของคนจำนวนมาก

แต่ความไม่พร้อมจำนวนมากไม่ได้เป็นผลมาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการผสมปนเปของหลายเรื่องอย่างซับซ้อนและเฉพาะเจาะจงที่ไม่เหมือนกันในแต่ละคน ปัญหาความยากจนหรือข้อจำกัดทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักประการหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงมากมายเลือกจะไม่อุ้มท้องต่อไปจนคลอด แม้ว่าเธอจะแต่งงานมีสามีอยู่ด้วยสอดคล้องตามมาตรฐานเรื่องเพศที่ถูกต้องของสังคม

ความพร้อมในการตั้งท้องของหลายคนอาจจะเปลี่ยนเป็นความ “ไม่พร้อม” ได้เมื่ออายุครรภ์ผ่านไป เช่นหญิงบางคนตั้งใจจะท้องและมีลูก แต่ท้องไปได้พักหนึ่งเธอถูกปลดออกจากงานเพราะวิกฤตเศรษฐกิจที่กระทบโรงงานของเธอ หรือบางคนเกิดปัญหาในความสัมพันธ์รุนแรงมาก ๆ จนทำให้ความพร้อมแต่เดิมกลายเป็นความไม่พร้อมไปได้

น่าสนใจว่าสังคมไทยมองไม่เห็นภาพความไม่พร้อมของการท้องที่สลับซับซ้อน แต่ท่องคาถาแบบเดิม ๆ ว่าการท้องไม่พร้อมเป็นเรื่องของวัยรุ่นใจแตก โดยไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า “ใจแตก” ที่ว่านั้นคืออะไร แท้ที่จริงซับซ้อนไม่แพ้ความไม่พร้อมของการท้องเลยทีเดียว

·      คลอดแล้วจะเลี้ยงเด็กที่เกิดมาหรือไม่ อย่างไร  – ความไม่พร้อมด้วยปัจจัยมากมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อาจทำให้หลายคนเลือกจะไม่เลี้ยงทารกที่จะเกิดมา เพราะภาระเรื่องการเลี้ยงเด็กถูกจัดให้เป็นของ “แม่” ที่คลอดออกมาเป็นหลัก ความไม่พร้อมจะเลี้ยงทำให้คนเลือกทำอะไรได้หลายอย่าง ตั้งแต่ส่งต่อให้ครอบครัวของตัวเองเลี้ยงให้ไปจนถึงการทิ้งเด็ก ประเด็นเรื่องความไม่พร้อมของการท้องที่ทำให้ไม่พร้อมจะเลี้ยงเด็กด้วยนี้ สะท้อมการขาดความสามารถในการเลือกของคนตั้งท้องในขั้นตอนก่อนหน้านี้ด้วย

“ความไม่พร้อม” ที่มาประกอบกับการตั้งท้องของคนในหลายกรณี เป็นผลของปัจจัยมากมายทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การประณามและกดดันเรื่องเพศนอกกรอบ การกล่อมเกลาให้คนไม่ตระหนักรู้เกี่ยวกับความต้องการทางเพศรวมทั้งทางเลือกและความรับผิดชอบในทางเพศ การผลักภาระในเรื่องเพศและการเลี้ยงดูเด็กให้ผู้หญิง ฯลฯ

การคิดเรื่อง “ท้องไม่พร้อม” อย่างจริงจังจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในที่สุดแล้วรัฐและสังคมต้องรับภาระโดยตรงโดยอ้อมของสถานการณ์ท้องไม่พร้อมและการจำกัดทางเลือกของคน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การเลี้ยงดูเด็ก และการจัดการกับปัญหาต่อเนื่องทางเศรษฐกิจและสังคมอันเนื่องมาจากคุณภาพของพลเมืองของรัฐที่จะตามมาในอนาคต ฯลฯ

กฎหมายและนโยบายที่อิหลักอิเหลื่อเกี่ยวกับทางเลือกเมื่อท้องไม่พร้อม อย่างการยุติการตั้งครรภ์ หรือข้อจำกัดเรื่องการเรียนหนังสือในโรงเรียน ทำให้ทางเลือกและการเลือกว่าจะจัดการกับสถานการณ์ท้องไม่พร้อมอย่างปลอดภัยของพลเมืองไทยไม่เท่าเทียมกัน เช่น คนจำนวนไม่น้อยเผชิญกับอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพอันเนื่องมาจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย

คำถามพื้นฐานที่น่าคิดคือ การท้องประกอบด้วยขั้นตอนที่คนเลือกได้อยู่หลายขั้น ความไม่พร้อมมีองค์ประกอบเฉพาะเจาะจงในแต่ละกรณี ใครควรจะเป็นผู้เลือกว่าควรจะทำอะไร อย่างไร ในสถานการณ์ “ท้องไม่พร้อม” ถ้ารัฐและสังคมไทยจะทำหน้าที่เลือกให้พลเมืองในเรื่องนี้ ก็ต้องเตรียมบริการสาธารณะรองรับในขั้นตอนต่าง ๆ ของการท้อง คลอดลูก เลี้ยงลูก ซึ่งรัฐและสังคมเองไม่ยินดีที่จะทำ

สิ่งที่รัฐและสังคมไทยทำอย่างต่อเนื่องคือการจำกัดทางเลือกหลายทาง ทำให้การเข้าถึงทางเลือกที่ปลอดภัยเป็นไปได้ยากสำหรับคนหลายกลุ่ม การเป็นการสร้างและหล่อเลี้ยงความไม่เท่าเทียมในการเลือกของคนต่างชนชั้นต่างสถานะที่เผชิญสถานการณ์ท้องไม่พร้อม เพราะกำลังเงินและตำแหน่งแห่งที่ในสังคมทำให้บางคนเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยได้ แต่คนอีกมากมายเข้าไม่ถึง

ในเวลาที่คนหลายกลุ่มในสังคมการเมืองนี้ให้ความสำคัญกับพลังอำนาจของพลเมือง เราน่าจะคิดใคร่ครวญถึงทางเลือกและความสามารถในการเลือกของพลเมืองที่เผชิญสถานการณ์ท้องไม่พร้อมด้วยเหตุและองค์ประกอบของชีวิตต่างกัน และถามตัวเองว่าในสถานการณ์เช่นนี้รัฐควรจะเลือกทางเลือกแทนพลเมือง เราแต่ละคนควรจะเลือกแทนคนอื่นผ่านการประณามโดยไม่ลืมหูลืมตาหรือไม่?

หรือเราควรจะเสริมสร้างพลังอำนาจของพลเมืองในการเลือกทางเลือกในง่มุมส่วนตัวยิ่งของเธอและเขา ถ้าเราให้คุณค่ากับเสรีภาพของคนอย่างจริงจัง

(ดัดแปลงมาจากบางส่วนของหนังสือ สิทธิ เพศ และกรรม: การโต้เถียงสาธารณะและทางเลือกเชิงนโยบายเรื่อง ‘ท้องไม่พร้อม’ ของ ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ที่อยู่ในขั้นตอนการตีพิมพ์)

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ปราบหญิงร้าย - ชายลั้ลลาด้วยรักแท้??

คำถาม “หนูมีคำถามคาใจอยู่อย่างหนึ่งที่อยากจะรบกวนถามอาจารย์ค่ะ อาจารย์ว่า ความรัก สามารถจะเปลี่ยนแปลงสันดานของคนเราได้หรือไม่ค่ะ เช่นว่า ผู้ชายคนหนึ่งที่เคยเป็นคนเจ้าชู เคยทำผู้หญิงท้อง เคยติดยา ติดการพนัน ฯลฯ จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อทำคำสัญญากับหญิงที่ตัวเองรักได้มั๊ยคะ และการที่หญิงคนนั้นเชื่อในสิ่งที่ผู้ชายแบบนั้นพูด จะเป็นเพียงแค่อาการที่เรียกว่า ความรักทำให้คนตาบอด รึเปล่าคะ ทั้งที่รู้ว่าอะไรคือ สิ่งผิดถูก แต่เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตนเองแล้วกลับมองไม่เห็นมัน หนูรู้สึกว่านี่เป็นความน่ากลัวของการตกหลุมรักหรือเปล่าคะ?”

คำถามนี้ทำให้นึกถึงพล็อตนิยายและละครไทยหลายเรื่องที่บอกเราว่า รักแท้ทำให้ผู้ชายลั้ลล้าเปลี่ยนเป็นคนรักเดียวใจเดียวและแสนดีกับคนรักได้ เข้าใจว่าหลายคนก็คงเชื่อหรือหวังอย่างนั้น ทำให้เกิดความพยายามของจะปราบหรือเปลี่ยนชายโฉด-หญิงร้ายด้วยรักแท้ของคนมากมายมาทุกยุคสมัย

แต่ความไม่ดีของคนมีเหตุเฉพาะเกินกว่าจะใช้คำอธิบายเดียวกันได้ เช่นคนที่ไม่สามารถจะมีความสัมพันธ์ที่ยืนยาว ต้องเคลื่อนที่จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง หรือไม่ยอมอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบกระแสหลัก (มีแฟนเป็นตัวเป็นตน แต่งงาน รักเดียวใจเดียว ฯลฯ) เป็นไปเพราะหลายสาเหตุ

รูปแบบชีวิตที่เราพึงใจและเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงพอจะทำให้บางคนเล่นสนุกกับชีวิตนอกกรอบหรือออกแบบเอง หรือกายสังขารที่แข็งแรงพอจะดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร

มีตัวอย่างมากมายของคนไม่นิ่งในรักที่ยอมหยุดอยู่กับคนเดียวเป็นเวลานาน เมื่อองค์ประกอบของชีวิตที่เคยเอื้อต่อการไม่หยุดนิ่งเปลี่ยนไป อย่างความเสื่อมของสังขารทำให้เจ็บป่วยอ่อนแอลง ต้องการคนดูแล เลยยอมหยุดอยู่กับคนเดียวหรือเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบกระแสหลักเพื่อสร้างความมั่นคงของชีวิตยามชรา

บางคนยอมตามเพศวิถีกระแสหลักเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง อีกหลาย ๆ คนเหนื่อยกับการเป็นขบถไปทุกเรื่อง ยอมตามวิถีชีวิตทางเพศในบางแง่มุมเพื่อให้หายเหนื่อย เป็นต้น

การยอมเปลี่ยนตัวเองจึงเป็นเรื่องการสนองประโยชน์ทางกาย ทางใจและจิตวิญญานที่ซับซ้อนของแต่ละคน ถ้าองค์ประกอบครบหรือมากพอหลายคนก็อาจเปลี่ยนแปลงได้

ภาพของคนที่ยอมหยุดหรือเปลี่ยนนิสัยในเรื่องความรักความสัมพันธ์ อิงอยู่กับเหตุทีหลากหลายนัก อาจสรุปแบบเหมารวมได้ระดับหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบและความต้องการในชีวิตทำให้คนสยบยอมต่อเรื่องเพศกระแสหลัก แต่พูดแบบนี้ไม่โรแมนติคแถมดูเห็นแก่ตัว พวกเปลี่ยนนิสัยเรื่องความรักจึงมีแนวโน้มจะอธิบายว่าหยุดหรือเปลี่ยนเพราะเจอรักแท้

คนเปลี่ยนไปได้ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพราะการเรียนรู้จากเรื่องราวมากมายที่ผ่านมา ความต้องการเปลี่ยน หรือเพราะองค์ประกอบของชีวิตเปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับแต่ละคน

คนเปลี่ยนเพราะความรักได้ไหม? ตอบเร็ว ๆ ว่าได้ในช่วงต้นของความรัก เมื่อรักยังสดและหวานพอ แต่เมื่อรักจางไปก็เปลี่ยนไปได้อีกหรือกลับไปเป็นอะไรคล้าย ๆ เดิมได้ ถ้าพัฒนาความผูกพัน มิตรภาพ หรืออะไรอื่น ๆ มาแทนที่รัก และสิ่งที่พัฒนาใหม่ตอบโจทย์ของเขา คนก็อาจอยู่กับตัวตนที่ปรับเปลี่ยนของเขาต่อไปได้ไม่มากก็น้อย

ปัญหาสำคัญคือแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนจะเปลี่ยนตัวเองเพราะคนรักได้แค่ไหน และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะยั่งยืนหรือไม่ อะไรประมาณนี้บอกยากมาก ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง
แต่หลายคนก็เชื่อคนรักที่บอกว่าจะเปลี่ยนแง่มุมที่ไม่ดีในตัวเขา เพราะเขารักเราจริง ที่เชื่อเพราะอยากจะเชื่อและหวังอย่างสุด ๆ ว่าเขาพูดจริง ความเชื่อเช่นนี้จึงปนศรัทธาอยู่มาก

การเชื่อคำพูดแบบนี้เป็นเพราะใจอยากเชื่อและยอมที่จะเสี่ยง ถ้ารู้ว่าตัวเองกำลังเสี่ยง และมีความไม่แน่นอนว่าคนหนึ่งจะเปลี่ยนจากที่เขาเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนหรือนานแค่ไหน ก็คงจะพอจัดการกับชีวิตได้บ้างเมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นอย่างที่หวัง

ผู้หญิงที่เชื่อคำพูดของผู้ชายเรื่องการเปลี่ยนตัวเองทั้งที่รู้ว่าอาจโดนหลอกเป็นเพราะเธอศรัทธา ไม่น่าจะเป็นเพราะโง่ เว้นเสียแต่ว่าเราจะนิยามศรัทธาว่าคือความโง่แบบหนึ่ง

การเชื่อคำพูดของคนรักไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนมีความเสี่ยงอยู่ทุกเรื่อง จะยอมเชื่อหรือไม่นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าความสัมพันธ์นั้นยังเกื้อกูลตัวเราและใจเรามากน้อยแค่ไหน

ปัญหาคือหลายคนไม่ยอมออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่เกื้อกูลใจตัวเอง ไม่ยอมปล่อยมือแม้รู้ว่าที่คนรักพูดไม่จริงอีกต่อไป และความรักที่เคยมีได้ดับสิ้นไปนานแล้ว เหลือแต่การยึดเหนี่ยวแบบไม่ยอมปล่อยต่างหาก

สรุปคือในความรักมีความเสี่ยง โปรดตระหนักว่าตัวเองกำลังเสี่ยง และเมื่อรู้ตัวว่ารักไม่เวิร์คก็ถอยให้ได้ ตัดใจให้เร็ว ความสามารถที่จะรู้ตัวและถอนใจทำให้การเสี่ยงอาจไม่เลวร้ายเกินไป...

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สละรักเพื่อเพื่อน? ทำอย่างไรเมื่อเรากับเพื่อนรักคนคนเดียวกัน

คำถาม "การรักคน คนเดียวกันของเพื่อน2คน ควรจะมีคนเลือกถอยไปเจ็บคนเดียวเพื่อความสงบหรือเปล่าครับ?" #ทวิตรักนอกรอบ (ตัดชื่อออกเพื่อให้คนถามสบายใจ)

ลองโยนคำถามนี้ผ่าน Twitter ปรากฏว่าหลายคนพร้อมจะฟันธงอย่างรวดเร็วว่าควรจะทำอย่างไร สูตรสำเร็จของหลายคนคือยอมสละให้เพื่อน เก็บงำความรักความเจ็บไว้คนเดียว

อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าการถอยหรือปล่อยมือเพื่อเพื่อนเมื่อตกหลุมรักคน ๆ เดียวกับที่เพื่อนรัก คือคำตอบสำเร็จรูปที่พึงทำและเป็นคำตอบที่เวิร์คจริง ทำไมคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าจึงวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม ๆ นี้

เพื่อนรักไปหลงรักคนเดียวกัน เผชิญความไม่แน่นอนด้วยกันทั้งคู่ เพราะไม่รู้ว่าคนที่ต่างฝ่ายต่างไปรักจะรักใครตอบ หรือจะร่วมกันกินแห้ว คำถามก็คือถ้าอะไร ๆ ก็ไม่แน่นอนแล้วจะถอยทำไมเพราะอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้

หรือแท้ที่จริงสถานการณ์ที่ดูเหมือนรักสามเส้านี้ยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่เข้าใจกัน เพราะการซ้อนกันไปมาระหว่างมิตรภาพและการตกหลุมรัก ทดสอบหลายเรื่องที่มีค่าในชีวิตของเราพร้อมกัน

การตกหลุมรักมีความเสี่ยงว่าคนที่เรารักจะรักตอบไหม ถ้าสมหวัง (คือเขารักตอบ) ความสัมพันธ์อาจจะดีก็ได้ไม่ดีก็ได้ ไม่มีอะไรทำให้มั่นใจได้เต็มร้อย คงเพราะอย่างนี้ทุกขั้นตอนของการเริ่มรักไปจนถึงเลิกรักจึงเต็มไปด้วยความเครียดของคนที่เผชิญหน้ากับความคลุมเครือและไม่แน่นอนหลายต่อหลายเรื่องต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

การจัดการกับความรักและความรู้สึกรักจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยพลังภายนอกภายในมากมายที่หลายคนไม่รู้ตัว

ถ้าการตกหลุมรักมีการแข่งขันแย่งชิงให้ได้มาเป็นองค์ประกอบ หลายคนยอมถอยเพราะเกรงว่าการแข่งขันนั้นจะกระทบอะไรต่ออะไรอีกมากมายในชีวิตที่มีผลต่อการอยู่ดีมีสุขของเราเอง เช่นการแย่งแฟน (โดยเฉพาะแย่งสามีหรือภรรยาชาวบ้าน) คนอื่นอาจทำให้โดนรุมประณามมากบ้างน้อยบ้างจนเน่าและเฉาได้

การแย่งชิงคนรักระหว่างเพื่อนยิ่งมีราคาทางใจและทางสังคมที่แพงแสนแพง

หลายคนถอยเพราะอึดอัดที่ต้องแข่งขันแย่งชิงกับเพื่อน ถ้าบังเอิญชนะก็อึดอัดหวาดกลัวว่าเพื่อนจะเสียใจ รับไม่ได้จนกระทบมิตรภาพที่มีคุณค่าในใจเรา ถ้าบังเอิญเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่เพื่อนก็ไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับความผิดหวังได้อย่างไร จะยังมีสติพอจะเข้าใจและเคารพการเลือกของคนรักที่เลือกเพื่อนไม่เลือกเราไหม หรือจะพาลโทษโกรษเพื่อนเพื่อลดทอนความรู้สึกเจ็บลึกให้เบาลง

บางทีเรารู้อยู่ลึก ๆ ว่าเหตุผลจะไม่ทำงานในสถานการณ์สมรักและผิดหวัง เราจึงไม่ยอมเปิดศึกสองด้านโดยการเผชิญหน้ากับบททดสอบว่าด้วยความรักและมิตรภาพไปพร้อมกัน

เป็นไปได้อีกเช่นกันว่าเราตระหนักถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนที่เราเห็นว่าสำคัญในชีวิต เราจึงไม่อยากจะสมหวังหรือผิดหวังเพราะเกรงจะเป็นการทำร้ายเพื่อน

แง่มุมความเอื้ออาทรที่ถ่วงดุลเหตุผลและการฟาดฟันเพื่อเอาชนะที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวเรานี้เอง ทำให้คนจำนวนไม่น้อยดูน่ารักและน่าสงสารไปพร้อมกัน

แต่การยอมถอยเพื่อเพื่อนก็ไม่น่าจะเป็นคำตอบสำเร็จรูปที่เหมาะกับทุกคน ทางเลือกที่ดีที่สุดของแต่ละคนน่าจะมาจากการใคร่ครวญว่าเราอยากจะให้คุณค่ากับอะไรและสละอะไรในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต และพร้อมจะรับผลระยะสั้นและระยะยาวของการเลือกนั้นอย่างกล้าหาญมากกว่า

แปลว่าบางคนอาจเลือกคนที่รักมากกว่าจะถนอมใจเพื่อน เพราะเชื่อว่าคนที่รักคือคนที่ใช่ ถ้าจะเลือกเช่นนี้ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่คนรักอาจจะแปรเปลี่ยนเป็นอะไรที่ไม่ใช่ และการโกรธเคืองสุด ๆ ของเพื่อนที่ทำใจไม่ได้เมื่อช้ำรัก

ปัญหาคือหลายคนไม่อยากเลือกเพราะกลัวผลของการเลือก เลยยอมจะอยู่กับความอึดอัดเพราะการไม่เลือกหรือถอยทันทีโดยไม่ใคร่ครวญ โดยไม่รู้ว่าการไม่เลือกแท้ที่จริงก็คือการเลือกแบบหนึ่ง

เกิดเป็นคน ณ เวลาที่เชิดชูเสรีภาพสุด ๆ ก็แบบนี้แหละ การใช้เสรีภาพที่จะเลือกทางเลือกหลายอย่างในชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและปนความเจ็บปวด ไม่ใช่การเลือกโดยเสรีจะทำให้เราดี๊ด้ามีความสุขไปเสียหมด

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อำนาจของเพศวิถีกระแสหลัก

คำถามนศ.มธ.ว่าทำไมเขาไม่สามารถหลุดจากกรอบของเพศวิถีกระแสหลักได้ กรอบราชาชาตินิยมที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก แต่หลายคนสามารถหลุดจากกรอบดังกล่าวและมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทำไมคนจึงหลุดจากกรอบนี้ได้ง่ายกว่าเพศวิถีกระแสหลัก?? ขอแบ่งปันคำตอบให้ได้ร่วมกันคิด

ข้าพเจ้าตอบคำถามนี้ในพื้นที่สาธารณะเพื่อชวนคิดต่อ ดังนี้

คนเราถูกตรึงอยู่โดย “กรอบ” หลายกรอบที่พยายามกำกับพฤติกรรมของเรา การยอมตามเป็นไปทั้งโดยวิธีการบังคับโดยความรุนแรง กฎหมาย แรงกดดันของสังคม ฯลฯ หลายครั้งที่การยอมตามเป็นเพราะความละมุนและแยบยลของการกำกับบังคับ

ยิ่งละมุนก็ยิ่งสยบยอมไม่ตั้งคำถาม ยอมทำตามกติกานั้น ๆ แม้จะต้องสละความต้องการและฝืนใจตนเอง ยอมเจ็บลึกน้ำตารินโดยอิ่มใจว่ากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกบังคับและพร้อมสู้ตายเพื่อปกป้องกรอบที่บีบรัดเราโดยละมุน รวมถึงไม่ลังเลที่จะประณามคนอื่นที่ไม่ยอมทำตามกรอบ

“กรอบ” มากมายไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ ค่านิยม หรือกำกับบังคับภายนอก แต่ถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “ตัวตน” ของเรา โลกของเราดูเป็นเช่นนี้ผ่านโยงใยซับซ้อนของกรอบเหล่านี้ การลืมตาขึ้นมองผลของการกำกับโดยกรอบในหลายเรื่องเจ็บปวดและสั่นคลอนโลกของเรานัก อยู่กับมายาของกรอบต่อไปสบายกว่าพยายามตัด/เฉือนบางส่วนของตัวตน ยิ่งประกอบกับความละมุนของกรอบด้วยแล้ว หลายคนไม่คิดแม้จะดิ้นให้หลุดจากกรอบ

หลายเรื่องใกล้ใจของเรา ทำให้กรอบทรงพลังเกินกว่าการตั้งคำถาม คนจำนวนไม่น้อยเคลื่อนไหวต่อสู้กับกรอบเพศวิถีกระแสหลัก (การแบ่งชาย – หญิงอย่างเข้มงวด และการจำกัดเซ็กส์ไว้ในการแต่งงานแบบผัวเดียว – เมียเดียว – รักเดียวใจเดียว ที่มีความรักแบบโรแมนติคเป็นฐานสำคัญ) อย่างแข็งขัน แต่ถูกกรอบเล่นงานสะบักสะบอมในชีวิต “ส่วนตัว” ไม่ว่าจะเป็นการคาดหวังและนิยามตนเองตามกรอบเมื่อมีความรักความสัมพันธ์ หรือถูกเรียกร้องบังคับให้เล่นบทตามกรอบโดยคนที่รัก เพราะอยากให้เขารักตอบหรือเพราะอยากรักษาความสัมพันธ์ไม่ให้จบสิ้น ทำให้หลายคนดิ้นหนีกรอบเรื่องเพศได้ยาก

กรอบเพศวิถีกระแสหลักเป็นส่วนสำคัญที่ประทับเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเรา หลายเรื่องในกรอบใกล้ “ใจ” เรามาก ทำให้เรากระเพื่อมไหวรุนแรงโดยอารมณ์ + ความคาดหวังว่าด้วยความรักความสัมพันธ์ แต่กรอบเพศวิถีกระแสหลักก็ช่างละมุน สุขทุกข์เพราะรักและความสัมพันธ์ปนเปกันจนแยกไม่ออก กลายเป็นความหฤหรรษ์ปนเจ็บปวดที่หลายคนไม่อยากตั้งคำถามหรือลืมตามอง

กรอบความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ถามมานั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างตัวตนบนฐานความเป็นไทย กรอบที่ว่านี้เคยมีมนต์ขลังและแสนละมุนด้วยความเอื้ออาทรและเมตตา เป็นไปได้ว่ามนต์ขลังจะลดลงไปมากสำหรับคนที่จดจำความละมุนในอดีตไม่ได้ แต่เห็นการบังคับโดยเปิดเผยผ่านกฎหมายและการลงโทษเป็นหลัก การรวมศูนย์ของกรอบทำให้คนหลายกลุ่มมีแนวโน้มจะกล่าวโทษและโยนปัญหาทั้งหลายทั้งปวงในสังคมการเมืองนี้ไปที่ศูนย์กลาง องค์ประกอบประมาณนี้ทำให้คนหลายกลุ่มคิดว่าตนเองหลุดจากกรอบนี้แล้ว แต่คนอีกมากมายยังผูกพันตนเองกับกรอบที่เป็นศูนย์กลางของการนิยามตัวตนของพวกเขา โดยความทรงจำเกี่ยวกับความละมุนของกรอบเอง

เข้าใจว่ามนต์ขลังและความละมุนในการกำกับการเห็นโลกและพฤติกรรมของเรา + ความใกล้-ไกล “ใจ” ของกรอบทั้งสอง ณ เวลานี้ ทำให้บางคนคิดว่าการดิ้นหลุดจากกรอบเพศวิถีกระแสหลักเป็นไปได้ยากกว่า แต่การจะหลุดจากกรอบไหน อย่างไรขึ้นอยู่กับความเฉพาะเจาะจงของแต่ละคนด้วย

ที่น่าสยดสยองคือ คนที่คิดว่าตัวเองได้หลุดพ้นจากกรอบบางกรอบแล้ว อาจไม่ได้ตระหนักว่ากรอบที่ว่านั้นประทับตรึงเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน และออกอาการบีบบังคับให้เกิดอาการปางตายได้ในเวลาที่นึกไม่ถึง บางทีการด่วนสรุปว่าเราหลุดจากอะไรแล้วอาจทำให้การประเมินพลังของกรอบผิดไปมากก็ได้

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กระวนกระวายเพราะรักเธอ -- "ทวิตรัก" 11 กุมภาพันธ์ 2012

(หมายเหตุ: ข้อความทั้งหมดมาจาก Tweets ในวงแลกเปลี่ยน "ทวิตรัก" อาจจะดูห้วนไปบ้างสำหรับคนที่ไม่คุ้นกับการสื่อสารครั้งละ 140 ตัวอักษรใน Twitter)


หลายคนเชื่อว่ารักคนที่ใช่ทำให้ใจเราเป็นสุขและสงบ แต่ประสบการณ์รักกลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มทุรนทุราย แปลว่ารักไม่เป็นหรือคนที่รักยังไม่ใช่?

ความไม่ชัดเจนว่าคนที่เราไปรักเขารักตอบไหม และการนิยามว่าสมหวังคือได้รับรักตอบและเข้าสู่ความสัมพันธ์ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยว้าวุ่นเมื่อแรกรัก

ระยะลุ้นรักกลายเป็นเวลาที่คนจำนวนมากน้อยจับตาและตีความทุกอย่างที่คนรักทำและพูดด้วยความระทึกใจ บางคนพึ่งหมอดูและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะอยากรู้

ความว้าวุ่นเพราะลุ้นรัก จะบอกรักหรือไม่ ไม่ยอมจบแต่เกิดต่อเนื่องไม่ว่าจะแห้วหรือเข้าสู่ความสัมพันธ์ ความกระวนกระวายกลายเป็นเงาของความรัก?

แม้เมื่อจะบอกเลิกหรือสงสัยว่าจะถูกบอกเลิกก็ทำให้หลายคนกระวนกระวายอย่างสุดๆ กลายเป็นว่ารักไม่ได้ทำให้ใจนิ่ง แต่วูบไหวไม่ยอมหยุด

"ทวิตรัก"" ชวนคุยเรื่องความกระวนกระวายกับความรัก ใครอยากเล่าเรื่อง บอกความรู้สึก หรือช่วยกันทำความเข้าใจ เชิญได้เลยค่ะ

@EllisaKoshinaka: ยิ่งรักใช่มากเท่าไหร่ยิ่งทุรนทุรายเพราะกลัวจะเสียสิ่งที่ใช่ไปหรือเปล่าคะ// นิยามรักเวลานี้ทำให้เรากลัวไม่ได้และกลัวสูญเสีย

@jip_sg: ผมมองว่ารักเหมือนธุรกิจ ที่หวังครอบครอง และการตอบแทนเท่าเทียม// คงเป็นเพราะการนิยามว่าอะไรคือสมหวังในรักทำให้คาดหมายแบบนั้น

RT @daiizyeye: ความกระวนกระวายเกิดขึ้นทุกเมื่อและทุกสถานการณ์ที่เรามีความคาดหวัง// ใช่ค่ะ ประเด็นคือกติการักทำให้เราหวังอะไร แบบไหน

RT @EllisaKoshinaka: รักเค้าแต่ไม่กล้าบอก จะถามก็กลัวเสียเพื่อนค่ะ// ปัญหาคืออยากชัดเจนแต่ก็ไม่กล้าทำให้ชัดเจน หรือเรากลัวความชัดเจนกันแน่

RT @onsarawutt: ในวันสุดท้ายที่ต้องแยกกัน (เรียนจบ) เธอบอกว่า "สักวันเมื่อแยกกันไปเราอาจจะเจอคนที่ดีกว่า"// แปลว่าได้หลายอย่างนะ

การบอกว่าให้โอกาสกันและกันเผื่อเจอคนที่ดีกว่า อาจเป็นการให้โอกาสจริงๆหรือเป็นการไม่ยอมทำให้เรื่องชัดเจนเกินไป เพราะไม่แน่ใจก็เป็นได้นะ

RT @jitpntc: ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์ แต่ทำไมเรายังแสวงหาความรักและคนรัก :)// เพราะเราเชื่อรวมกันอย่างจริงจังว่าความรักเติมเต็มใจและชีวิตไง

อะไรต่ออะไรรอบตัว เช่นเทศกาลวาเลนไทน์ทำให้ความรักดูยิ่งใหญ่ เหมือนจะทำให้เราสุขใจ ไม่มีรักแปลว่าชีวิตไม่เต็ม คนเลยวิ่งหารักกันเป็นการใหญ่

เพราะอยากได้รักมาเติมเต็มชีวิต เชื่อจริงจังว่าไม่มีรักคือหดหู่อ้างว้าง ทำให้การไม่มีรักเป็นทุกข์  รักไม่เป็นอย่างใจก็เป็นทุกข์

RT @fwdmo: กระวนกระวายใจเพราะมีความไม่แน่นอน// น่าคิดนะว่าทำไมเราทนความไม่แน่นอนในความรักไม่ได้ ทุกข์เพราะกลัวความไม่แน่นอนมากกว่า?

RT @TORBCC: เพราะไม่ยอมทำความเข้าใจแต่ต้นว่า ความผิดหวังเป็นของคู่กับความรัก?// ประมาณว่าอกหักดีกว่ารักไม่เป็น??:)

RT @Tum_Marut: ต้องการให้คู้รักกระวนกระวายแสดงให้เห็นว่ารักยัง active อยู่// แต่ตัวเองไม่ยอมกระวนกระวาย เรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ?

RT @Panipui: ความรักคือการวางเงื่อนไข? คือผลประโยชน์ที่ลงตัวของคนสองคน?// เราอยากเป็นฝ่ายนิยามเงื่อนไข แต่ไม่ยอมรับเงื่อนไขที่อีกฝ่ายนิยาม

อย่าลืมว่าความรักมีใจเรา มีตัวตนของเราปะปนอยู่มาก จับให้ความรักนิ่งและไร้ใจก็ไม่น่ารื่นรมย์ แต่อยู่กับกติกาและความคาดหวังแบบนี้ก็ไม่รื่นรมย์

RT @gujee_gujee: ยังมีความว้าวุ่นเพราะไม่รักที่เกิดเพราะรู้สึกถูกกดดันจากความรู้สึกรักของอีกฝ่ายด้วยค่ะ// พวกรักเขาข้างเดียวโปรดทราบ!!

RT @jip_sg: ความรักแบบยอมเจ็บสุดท้ายก็ยังเจ็บลึกๆ เพราะต้องการครอบครอง// เพราะอยากครอบครองแต่ไม่ได้เลยเจ็บ พระเอกแบบปล่อยเธอให้เป็นสุขก็เจ็บ

RT @intrarattan: กระวนกระวายเพราะ"รัก"นี่ "หลง"นะครับ เพราะรักมันเหมือนต้องผ่านการศึกษา ใช้ระยะเวลา// รักแบบที่เรารู้จักมีความหลงเป็นหลักนะ

รักแบบโรแมนติคคือการตื่นใจกับความใหม่และลักษณะประทับใจที่เราคิดว่าอีกคนมี พอรู้จักกันเห็นกันชัดขึ้น รักเลยมักจางเพราะคนนั้นไม่ใหม่อีกต่อไป

RT @jitpntc: ความรักที่ชัดเจนก็กระวนกระวาย ความรักคลุมเครือก็กระวนกระวาย แล้วจุดสมดุลของรัก อยู่ตรงไหน มุมมองต่อรัก หรือข้อตกลงในคสพ.

RT @jn_bibie: เมื่อแรกรักก็รู้สึกว้าวุ่นอยากสมหวัง แต่สักพักก็เกิดกลัวที่จะเข้าสู่คสพ.// เพราะรู้ว่าการเข้าสู่คสพ.มีปัญหารอีกชุดรออยู่

RT @jitpntc:  อย่างนี้เรียกได้ไหม ว่าเราถูกกระแสโปรโมทความรัก ทำให้กระวนกระวายจนหลอนไป จนคิดว่ารักสำคัญเกินจริง

รักโรแมนติคอยู่คู่โลกมานาน แต่การให้ค่าและความคาดหวังเกี่ยวกับความรัก ณ เวลานี้น่าสนใจ เราทำให้รักมีค่าแต่ก็ไม่ยอมรับว่ารักเป็นเรื่องใหญ่

เรามองว่ารักที่มูลค่าพุ่งกระฉูดในเวลานี้เติมเต็มชีวิต แต่ก็ไม่ยอมใคร่ครวญเกี่ยวกับรัก คิดว่ามีเรื่องอื่นใหญ่/สำคัญกว่า เลยว้าวุ่นอยู่ที่เดิม

RT @Thanchy_Rw: หนูกลัวการมีความรัก กลัวว่าจะต้องเสียใจอีก ที่โสดก็ดีอยู่แล้ว แต่บางทีมันก็เหงา// กลัวความผิดหวังเพราะรักไม่ใช่กลัวรัก?

RT @daiizyeye:เราสามารถข้ามพ้นกรอบนี้ได้ไหมค่ะ  เช่นเชื่อและศรัทธาในกรอบของตัวเอง// ปัญหาคือคนที่เราไปรักอาจติดกรอบความรักแบบเดิมอยู่

RT @Going_Jasmine: จะดูได้ยังไงคะว่าเขารักเราจริงหรือแค่เล่นๆ// ไม่น่าจะมีสิ่งที่เรียกว่ารักจริงนะคะ เพราะรักแปรเปลี่ยนไปได้เสมอ

อะไรคือรักจริง? ยอมเพื่อคนรักได้ทุกอย่าง หรือรักไม่เปลี่ยนแปลง ถ้านิยามแบบนี้คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่ารักจริง เพราะไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป

นิยาม "รักจริง" ของเรากับของคนรักอาจมีเกณฑ์ต่างกันอยู่ คนที่ไม่รักเราอย่างที่เราอยากให้รักไม่ได้แปลว่าไม่รักเราจริงนะ แต่จริงแบบของเขาก็ได้

RT @Tum_Marut: ถ้า ‘รัก’ ก็จะไม่รู้สึกว่าต้อง ‘ทน’ ถ้ากำลังรู้สึกว่า ‘ทน’ ก็แสดงว่า ‘ไม่ได้รัก’// ถ้าคิดอย่่างนี้คงเข้าสู่คสพ.ไมได้

RT @saju423:  ความไม่ชัดเจนหรือไม่ยอมนิยามความสัมพันธ์ ทำให้กระวนกระวายขึ้นมั้ยครับ// บางทีความชัดเจนคือองค์ประกอบหนึ่งของนิยามรัก ณ เวลานี้

RT @jitpntc: การกระวนกระวายแค่ไหนขึ้นอยู่ว่าเราจัดวางความรักไว้อย่างไรในชีวิต มองว่ามันเล็กหรือใหญ่ ใช่ไหมคะ// การจัดวางและจัดการกับใจตัวเอง

เราเชื่ออย่างจริงจังว่าความรักคือฐานการสร้างคสพ. ศึกษาคนที่รักให้ดีก่อนสร้างคสพ.แล้วชีวิตจะปลอดทุกข์ แท้ที่จริงคสพ.คืออีกเรื่องหนึ่ง

RT @onsarawutt:  แต่ทำไมบางคนผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้จึงเฉยๆกับอารมเหงา// เพราะรู้ว่าความรักสำคัญแต่ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

RT @jitpntc:ฟังดูความรักไม่ได้สิ้นสุดแค่สมหวังในรัก เรารักกัน  แล้วจบ โลกสวยงาม ใช่ป่ะ :)// นีคือฉากจบของหนังรักที่เราคุ้นเคย

การเอาความรักไปเชื่อมกับคสพ. คิดว่าสมรักคือการได้สัมพันธ์กับคนรัก เป็นปัญหาโดยตัวเองมากทำให้คนไม่คิดว่าภารกิจปรับตัวต่อเนื่องรออยู่ข้างหน้า

คนที่คิดว่าศึกษากันก่อนเข้าสู่คสพ.เป็นการจัดการความเสี่ยงที่ดี ไม่ได้ตระหนักว่าคนแปรเปลี่ยนไปตามเวลา การศึกษาและปรับตัวเป็นเรื่องต่อเนื่อง

ฉากจบของหนังละครที่พระเอกนางเอกบอกรักกัน ไม่ได้บอกเราว่านี่คือจัดเริ่มต้นของการเรียนรู้และความกระวนกระวายอีกชุดหนึ่งต่างหาก

RT @jip_sg: การรักเฉยๆ หมือนเวลาเราอยากได้ของเล่น แล้วนั่งจ้องหน้าร้านเฉยๆ หรือเปล่าครับ// คนในหลางช่วงเวลาไม่ได้เอารักไปเชื่อมกบการครองครอง

RT @piriploy: กลัวไม่มีคู่ยิ่งนานไปสเปคเราลดลงด้วย// เปลี่ยนเสปคเพื่อให้ความเป็นไปได้สูงขึ้น อาจจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับการจัดการใจตัวเอง

RT @gujee_gujee: อยากได้อะไรไม่เคยจ้องเฉยๆ มีไปลองบ้าง เหมือนลิปสติกสีสวยแต่ลองแล้วไม่เข้ากับตัวเอง// เปรียบแบบนี้น่าจะว้าวุ่นเพราะรักถี่มาก

RT @jitpntc: แต่นิยามความรักก็หลอกให้เราเชื่อว่ารักจริงคือมั่นคง น่าสนใจว่ารักจริงกับรักยืนยาว เหมือนกันไหม// เหมือนก็ได้ ไม่เหมือนก็ได้

รักจริงในความหมายของแต่ละคน อาจจะจริง ณ เวลาหนึ่ง แล้วก็แปรเปลี่ยนเมื่อเวลาผ่านไป รักจริงอาจไม่ยืนนาน และรักยืนนานอาจไม่เป็นอย่างที่เรานิยาม

RT @aueng_haha: ทำไมการที่อีกฝ่ายถึงทำร้ายความรู้สึกกันได้ บอกให้ตัดใจ // เพราะเขาเป็นทุกข์กับสภาพที่เป็นอยู่ เรารับได้ไหมว่าเขาทุกข์

RT @panparnpaan: ปัญหาที่เกิดจากความรักส่วนใหญ่เพราะเราให้ "นิยาม" เกี่ยวกับความรักไม่ตรงกันหรือเปล่าคะ?// นิยามและคาดหวังไม่ตรงกันค่ะ

RT @nene_kritta: อาจเป็นเพราะ"รัก" เป็นเรื่องของความรู้สึก เลยไม่มีนิยามที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับนิยามของแต่ละคน// คนมักลืมว่ารักเป็นเรื่องของใจ

RT @TORBCC: คนทั่วไปมักมองคสพ.ว่าแข็งทื่อไม่หลากหลายยืดหยุ่น// คนไปยึดติดกับ "พิมพ์นิยม" ของความรักและคสพ. ไม่ยอมมองว่าเฉพาะเจาะจงของตัวเอง

RT @jitpntc:คสพ.ในฐานะคนรักเมื่อพัฒนาก็มีคสพ หลายชุด ผสมปนกันไป ป็นเพื่อน เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นเมีย เป็นศัตรู// รักและเกลียดแยกออกจากกันยากนะ

เรารำคาญหรือเบื่อคนรักในบางเวลาได้ไหม การรำคาญแปลว่าไม่รัก? หรือในคสพ.เราต้องอยู่กับมุมที่น่ารัก/ไม่น่ารักของคนรัก รำคาญบ้างเป็นเรื่องธรรมดา

RT @jitpntc: อาจต้องหาฉากจบแบบ กลกามแห่งความรัก มาเสนอเยอะ มีพื้นที่ให้คนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงของตัวเอง :)// ทวิตรักพยายามจะเป็นพท.นั้น

RT @piriploy: ทวิตของอาจารย์ทำให้หนูนึกถึงโรมิโอจูเลียตที่มันโรแมนติกเพราะมันยังไม่เริ่มชีวิตรักกันจิง// รักแท้คือรักที่ตายไปโดยไม่ได้บอกรัก

RT @NudnaNud: ทุกคนรักโดยหวังสิ่งตอบแทนใช่มั้ยคะ// ความรักมีตัวเรานำหน้าเสมอ เราอยากให้รักเป็นอย่างใจเรา แต่กับเชื่อว่ารักคือการให้

RT @urssw: ความรักใช้เหตุผลได้จริงๆเหรอคะ ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเพราะคิดว่าเป็นเรื่องของอารมณ์เป็นใหญ่// เป็นเรื่องใจและอารมณ์ค่ะ

RT @folkswaken: แล้วความรักของอาจารย์นิยามว่าไงหรอครับ ฮี่ๆๆ =D// คงนิยามไม่ต่างจากคนอื่น เพราะถูกหล่อหลมอด้วยกติกาเดียวกัน

ความเชื่อว่าความรักคือการให้ ทำให้คนมองการแลกเปลี่ยนและการอยากได้อย่างใจในความรักอย่างหวาดระแวง โดยลืมไปว่าความรักเกิดได้เพราะมี "ตัวฉัน"

การคิดใคร่ครวญเรื่องรัก ไม่ได้แปลว่าเหตุผลชนะรักชนะใจได้ แต่เป็นการเข้าใจความว้าวุ่นและความเจ็บช้ำเพราะรักของเราโดยเหตุผลและใจไปพร้อมกัน

RT @Nithiwadeeh: สุดท้ายแล้วชีวิตคู่ที่ยืนยาวเป็นเพราะรักแท้หรือความผูกพันกันแน่คะ// ความผูกพัน+ความเคยชินและแรงเฉือยค่ะ

RT @BloodyPotion: หนูไม่เคยนึกอยากมีแฟน หนูตายด้านรึเปล่าคะ -_-"// ไม่อยากมีแฟนไม่ได้แปลว่าตายด้านเพียงแต่ไม่อยากเข้าสู่คสพ.แบบหนึ่งเท่านั้น

RT @saju423: รักแท้คือรักที่ตายไปโดยไม่ได้บอกรัก”คุณหญิงกีรติ กับ นพพร?/ รักแบบฝันๆและมีระยะห่างอะไรๆเลยดูดีไปหมดไง และตายไปก่อนรักจืดด้วย

RT @jn_bibie: พยายามใช้เหตุผลในการอธิบายความรัก ผลคือเราคล้ายๆกับจะเข้าใจ// เรารักด้วยใจและถูกจำกัดโดยกติการัก เข้าใจกติกาและทุกข์ของตัวเอง

เรามักจะดูแคลนความรักและคนที่ทุกข์เพราะรัก เพราะทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของใจ เราพยายามเอาชนะรักโดยเหตุผล เพื่อจะรู้ว่าอย่างไรก็ไม่ชนะ

"ทวิตรัก" ชวนให้เข้าใจความรู้สึกรักที่ถูกกำกับและจำกัดโดยกติการัก ทำให้เราคาดหวังและมองความรักแบบที่เป็นอยู่ ทำให้ว้าวุ่น

"กระวนกระวายเพราะรักเธอ" คงไม่ใช่ยารักษาอาการว้าวุ่น แต่ชวนตรวจสอบใจและความว้าวุ่นของตัวเอง และจะอยู่กับความว้าวุ่นนี้อย่างไรดี

RT @aueng_haha: คือเค้าทนเราไม่ไหวหรอคะ การอยู่ไกลกัน มันคงเจออะไรกับสิ่งใหม่ๆ แล้วก็ลืมคนที่ไกล// ใจคนมีไว้เปลี่ยนนะคะ

RT @kaeweird: รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเวลาเจอคนที่รักค่ะ;(// อาจเป็นเพราะเราอยากให้เขาเห็นเราในมุมที่ดีหรือน่ารัก เป็นอาการของหลายคนนะคะ

RT @noot010: ถ้าต้องตัดใจละคะ// การจัดการกับความว้าวุ่นในความรักและคสพ.มีหลายวิธี ตัดใจก็เป็นวิธีหนึ่งค่ะ

RT @noot010: แต่คงยากเกินจะทำคะ เพราะอีกคนเค้ายังวนเวียนในชีวิตเรา// การสร้างระยะห่างหรือไม่ต้องเจอกันตรงๆจะช่วยได้มากเพื่อตัดความเคยชินเดิม

@nene_kritta การแยกความสนใจกับการตื่นใจเมื่อแรกรักทำได้ยากในหลายกรณี แต่คิดว่าความรัก ณ เวลานี้เริ่มต้นที่ "ตา" กันเยอะนะคะ

ผู้ร่วมสนทนา @EllisaKoshinaka @jip_sg @daiizyeye @onsarawutt @fwdmo @TORBCC @Tum_Marut @Panipui @gujee_gujee @intrarattan @Thanchy_Rw @jn_bibie @Going_Jasmine @saju423 @aueng_haha @nene_kritta @NudnaNud @urssw @Nithiwadeeh @BloodyPotion @kaeweird @noot010

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

จาก “หลังบ้าน” ถึงนายกรัฐมนตรีหญิง: ความเป็นหญิง พื้นที่ทางการเมือง และชีวิตทางสังคม

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ถูกจดจำในฐานะผู้หญิงคนสำคัญที่มีตำแหน่งแห่งที่ใน “ประวัติศาสตร์การอภิวัฒน์ไทย”  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ได้กล่าวถึงความสำคัญของท่านว่า “มิใช่เป็นเพียงบุคคลหนึ่งที่มีชื่อผ่านเข้ามาในประวัติศาสตร์ ในฐานะเป็นภริยาของท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เท่านั้น แต่ชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งด้วยที่เดียว”

ท่านผู้หญิงพูนศุขทิ้งมรดกเกี่ยวกับบทบาทที่ทางของผู้หญิงในฐานะผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างผู้นำทางความคิดและการเมืองคนสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย และได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับบทบาททางตรงของผู้หญิงในการเมืองให้เราได้คิดใคร่ครวญต่อ วาระ 100  ปีชาตกาลของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นโอกาสให้ทบทวนตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิงในระบบการเมือง ผลกระทบของความเป็นหญิงต่อชีวิตทางสังคมการเมือง  

ผู้หญิงมีบทบาทหรือส่งอิทธิพลทางการเมืองได้จากหลายตำแหน่งแห่งที่ ผู้คนในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 คุ้นเคยกับการมองผู้หญิงในฐานะพลเมืองและ/หรือผู้มีตำแหน่งหรือมีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการกำหนดกติกาและจัดสรรทรัพยากรส่วนรวม แต่ผู้หญิง (และผู้ชายอีกจำนวนไม่น้อย) ส่งอิทธิพลต่อความเป็นไปของสังคมของตน “โดยอ้อม” ผ่านความสัมพันธ์กับผู้ชายที่พวกเธอเกี่ยวข้อง ในฐานะแม่ เมีย ลูกสาว ฯลฯ

คนในหลายสังคมการเมืองได้รับรู้เรื่องราวของผู้หญิงที่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่หรืออำนาจที่เป็นทางการ แต่สามารถส่งอิทธิพลต่อความเป็นไปในระบบการเมืองและการกำหนดกติกาและนโยบายสาธารณะ ผ่านความสัมพันธ์กับผู้ชายในตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ ผู้หญิงเหล่านี้ถูกจดจำในทางบวกบ้างลบบ้าง บางคนถูกประณาม บางคนได้รับการยกย่องเชิดชู ขึ้นอยู่กับบทบาทของพวกเธอและภาพที่คนในสังคมมองเห็น

            สังคมไทยตระหนักถึงบทบาทโดยอ้อมของผู้หญิงในการเมืองเช่นนี้ คนไทยพูดถึง “หลังบ้าน” ในความหมายของภรรยาผู้นำ ผู้มีอำนาจ หรือบุคคลสำคัญ” เพื่อสื่อให้เห็นที่ทางของผู้หญิงและช่องทางในการใช้อำนาจหรือส่งผลกระทบต่อความเป็นไปในอาณาบริเวณสาธารณะของพวกเธอ

เมื่อมองชีวิตและทัศนะของท่านผู้หญิงพูนศุขผ่านกรอบความเข้าใจเกี่ยวกับเพศสภาพในการเมืองเช่นนี้ จะเห็นความพิเศษของท่านผู้หญิงมากขึ้น  ทัศนะและประสบการณ์ชีวิตของท่านผู้หญิงสะท้อนแง่มุมน่าสนใจเกี่ยวกับสอนความเชื่อและบทบาทของผู้หญิงในการเมืองไทย ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพกับชีวิตทางสังคม และได้ใคร่ครวญถึงฐานคติเกี่ยวกับการเมืองและความเป็นชุมชนทางการเมืองที่น่าสนใจ ท่านผู้หญิงได้ทิ้งโจทย์ไว้ให้เราได้คบคิดต่อในประเด็นเหล่านี้

ท่านผู้หญิงพูนศุขให้ภาพของผู้หญิงไทยว่า “เมื่อก่อนนี้ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ผู้ชายเดินนำหน้า แต่ปัจจุบันควรเดินคู่กันไป ผู้หญิงไหนจะต้องช่วยครอบครัวทำมาหาเลี้ยงชีพ ไหนจะต้องเลี้ยงลูก..”

“แต่ทั้งนี้ผู้หญิงไทยก็ต้องยกระดับตนเองทุกๆด้าน พร้อมที่จะรับตำแหน่งรับผิดชอบบ้านเมือง ผู้หญิงเป็นเพศที่ละเอียดอ่อน แต่ก็เข้มแข็ง สามารถผนึกกำลังกันตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองของทุกกลุ่มที่เข้ามาแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ เป็นประตูขวางกั้นมิให้เกิดการคอร์รัปชั่น หรือทุจริตในตำแหน่งหน้าที่การงานของสามีและบุคคลต่าง ๆ ที่จะแทรกแซงเข้ามาในครอบครัวของผู้บริหาร สิ่งนี้ฉันคิดว่าสำคัญมากที่จะทำให้การเมืองของบ้านเราก้าวไปสู่ยุคของคุณธรรมครองเมือง”

ความรู้สึกของคู่ชีวิตของท่านคือ อาจารย์ปรีดี ต่อท่านผู้หญิงพูนศุข บอกเราเกี่ยวกับการทำหน้าที่ “หลังบ้าน” ของท่านผู้หญิง เห็นได้จากข้อความตอนหนึ่งในจดหมายของ อ.ปรีดี พนมยงค์ ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2512 ถึงท่านผู้หญิงเนื่องในโอกาสครบรอบแต่งงานวันที่ 16 ครบรอบ 41 ปี

“พี่มิใช่เพียงระลึกถึงวันนั้นตามพิธีการเท่านั้น หากระลึกถึงคุณความดีของน้องที่ได้ซื่อสัตย์ต่อพี่ทั้งในการงานที่เราได้ร่วมรับใช้ชาติไทยและในความเปนอยู่ส่วนตัวและครอบครัว น้องต้องพลอยได้รับความลำบากเนื่องจากศัตรูข่มเหงพี่ แต่น้องมิได้เสื่อมคลายในความรักและความเห็นใจพี่ตลอดมา น้องมิเพียงแต่เปนภรรยาที่ดีเท่านั้นแต่เปนเพื่อนที่ดีที่สุดของพี่”

            ข้อความ/ทัศนะที่ยกมาข้างต้นทำให้เราเห็นแง่มุมสำคัญเกี่ยวกับผู้หญิงในสังคมการเมืองหลายประการ ที่สำคัญยิ่งคือบทบาทที่ซับซ้อนของผู้หญิง และความสำคัญของ “หลังบ้าน” ในระบบการเมือง

            บทบาทของผู้หญิงไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในครัวเรือน คอยทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการบ้านช่อง การดูแลความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวและเลี้ยงดูลูก แต่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพดังที่ท่านผู้หญิงพูนศุขได้กล่าวถึงไว้ การให้ภาพบทบาทของผู้หญิงเช่นนี้ดูไม่น่าตื่นเต้นสำหรับคนทั่วไปที่คิดว่าใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่คนคิดว่ารู้กันอยู่แล้วนี้กลับไม่มีผลในการกำหนดนโยบายสาธารณะและทิศทางของสังคมโดยรวม การเคลื่อนไหวเพื่อปรับภาพของพลเมืองในกระบวนนโยบายสาธารณะดำเนินต่อเนื่องมายาวนาน เพื่อจะทำให้นโยบายของรัฐรองรับบทบาทของผู้หญิงไทยหลายกลุ่มที่ทำงานนอกบ้านและต้องรับผิดชอบการดูแลครัวเรือนไปด้วยพร้อมกัน โดยเฉพาะการเลี้ยงดูเด็ก การทึกทักตามความเชื่อเรื่องการแบ่งบทบาทระหว่างเพศสภาพว่าการดูแลครัวเรือน การเลี้ยงดูเด็กและการดูแลคนป่วย/คนชราทำโดยผู้หญิงในครัวเรือน โดยรัฐ บริษัทห้างร้าน หรือชุมชน ไม่ต้องแทรกแซง ดูจะคลาดเคลื่อนจากประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงจำนวนมาก

            บทบาทหน้าที่ทั้งในบ้านและนอกบ้านของผู้หญิงทำให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็ก คนชรา และคนป่วย ทำได้ลำบากมากขึ้น และถูกส่งต่อให้ภาคบริการในระบบตลาด การดูแลเด็ก คนป่วยและคนชรากลายเป็นกิจกรรมที่คนนอกครัวเรือนทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าจ้าง กิจกรรมการดูแลจำนวนมากไม่ได้ทำ “ฟรี” โดยผู้หญิงในครัวเรือนอีกต่อไป แม้ว่าผู้หญิงจำนวนหนึ่งจะยังทำหน้าที่ “แม่บ้าน” หรือทำงานอยู่ที่บ้านที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมด้านการดูแลครัวเรือนไปด้วย การพาผู้หญิงหลายกลุ่มออกจากครัวเรือนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การเมืองหรือการศึกษา ด้วยเหตุผลตั้งแต่การเรียนรู้ฝึกฝนเพื่อบรรลุศักยภาพและการเพิ่มพูนความสามารถในการเลือก (ตามค่านิยมแบบเสรีนิยมที่ยึดกุมความเชื่อของคนมากมายในหลายสังคม) หรือความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ผู้หญิงต้องทำมาหาเลี้ยงชีพและเกื้อกูลคนในครอบครัว ทำให้กิจกรรมว่าด้วยการดูแลผู้คนในครอบครัวไม่ตรงกับความเข้าใจว่าด้วยการแบ่งบทบาทระหว่างเพศ การคิดใคร่ครวญถึงบริการสาธารณะและสวัสดิการของรัฐควรมีภาพที่เปลี่ยนไปนี้ด้วย ประเด็นนี้ถูกนำเสนอและแลกเปลี่ยนกันมานาน แต่ผลเชิงการเปลี่ยนแปลงดูจะไล่ไม่ทันการเปลี่ยนในเชิงซ้อนทับของบทบาทผู้หญิง

            ภาพของผู้หญิงที่ท่านผู้หญิงพูนศุขได้กล่าวถึงไว้ น่าจะเป็นอีกแรงหนึ่งที่กระตุ้นเตือนให้ตระหนักรู้ถึงการแบ่งงานและบทบาทนอกบ้าน – ในบ้านที่ไม่ตรงกับความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับที่ทางและกิจกรรมที่เกี่ยวกับการดูแลครัวเรือนและผู้คนในครอบครัว

            นอกจากบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงไทยที่ไม่ได้จำกัดแต่ในครัวเรือนแล้ว ทัศนะของท่านผู้หญิงที่ได้หยิบยกมาข้างต้นให้ภาพที่น่าสนใจเกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิงในฐานะ “หลังบ้าน” เรื่องราวของท่านผู้หญิงทำให้คนรุ่นหลังได้เห็นตัวอย่างของ “หลังบ้าน” ที่ไม่ได้เป็น “ช้างเท้าหลัง” แต่คือคู่ชีวิต (ตามความหมายของคำ ไม่ได้เป็นเพียงคู่สมรสตามพิธีกรรมหรือการรับรองของรัฐ) ของรัฐบุรุษซึ่งมีชีวิตทางการเมืองที่ไม่ธรรมดา ผู้หญิงที่จะเล่นบทบาทเช่นนี้ได้ต้องมีคุณลักษณ์หลายประการที่เอื้อให้ทำเช่นนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจ ความอดทนและอดกลั้น ไปจนถึงความตั้งใจที่จะไม่แทรกแซงหรือใช้อำนาจของสามีในทางเอื้อประโยชน์ของครอบครัวพวกพ้อง

            แม้ว่าวิถีปฏิบัติเช่นนี้สอดคล้องกับภาพของ “หลังบ้าน” ในอุดมคติ หลายคนคงยอมรับว่าเป็นเรื่องยากเย็นที่จะทำ ด้วยเหตุนี้ท่านผู้หญิงพูนศุขจึงได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะ“หลังบ้าน” ที่เป็นแบบอย่างให้ผู้คน

            โดยทั่วไป “หลังบ้าน” ที่คนไทยจำได้มักออกไปในทางการแทรกแซงอำนาจที่เป็นทางการของสามีเพื่อแสวงหาประโยชน์ บางกรณี “หลังบ้าน” ใช้อำนาจอยู่ “หลังฉาก” จนกลายเป็นผู้มีอำนาจนอกระบบที่ถูกติฉินนินทาหรือประณามทางสังคมขึ้นอยู่กับการกระทำและผลกระทบ “หลังบ้าน” ที่คนจำได้และกล่าวขวัญถึงมักออกไปในทางร้ายและโกงมากกว่าจะเป็นแง่มุมที่ดีงาม การประณามนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการกระทำที่ดูจะละเมิดความเชื่อความเข้าใจว่าด้วยเส้นแบ่งสมมติระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ของชีวิตทางสังคม และขอบเขตกับรูปแบบของของการแสวงหาและการใช้อำนาจที่เหมาะสมของแต่ละอาณาบริเวณของชีวิต ประเด็นนี้จะได้ขยายความต่อไป

ท่ามกลางการติฉินนินทาและประณาม “หลังบ้าน” ของผู้มีบทบาทและอำนาจทางการเมือง การถูกจดจำในฐานะ “หลังบ้าน” ที่มีภาพลักษณ์งดงามเป็นที่เคารพนับถือของท่านผู้หญิงพูนศุข จึงถือได้ว่าพิเศษและควรทำความเข้าใจ  ที่สำคัญคือการไม่หาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่และอำนาจของชายที่เป็นสามี และไม่สนับสนุนให้สามีฉ้อราษฎร์บังหลวง ดังที่ท่านผู้หญิงให้ภาพของภรรยาในฐานะประตูขวางกั้นคอร์รัปชั่น การเล่นบทบาทที่พอเหมาะพอควรของหลังบ้านในอุดมคติ การเป็น “หลังบ้าน” ในลักษณะนี้ได้ต้องมีคุณลักษณ์หลายประการ

สิ่งที่ท่านผู้หญิงพูนศุขพูนศุขทิ้งไว้ให้เรา คือการเป็นตัวอย่างของ “หลังบ้าน” ที่คนให้คุณค่า ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตเฉพาะของ “หลังบ้าน” ของผู้นำทางการเมืองและความคิดคนสำคัญ ทัศนะและประสบการณ์ของท่านผู้หญิงพูนศุขเกี่ยวกับผู้หญิงกับการเมืองไทย ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทที่ทางของผู้หญิงในฐานะ “หลังบ้าน” ขณะเดียวกันก็ได้ทิ้งโจทย์สำคัญให้ได้คิดใคร่ครวญต่อเกี่ยวกับความเชื่อ/ความหมาย/ค่านิยมที่กำกับความเข้าใจของเราเกี่ยวกับผู้หญิงในการเมือง และเลยไปถึงลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิง-ความเป็นชายกับความเข้าใจโลกทางการเมืองของเรา

เพศสภาพ: ผู้หญิงกับความเป็นหญิง

            การทำความเข้าใจ “หลังบ้าน” และบทบาททางการเมืองของผู้หญิงตามโจทย์ที่ท่านผู้หญิงพูนศุขทิ้งไว้ให้เราคบคิด อาศัยกรอบคิดว่าด้วยการแบ่งคนออกเป็นสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด คือผู้หญิงหรือผู้ชายเท่านั้น โดยการนิยามเชื่อมโยงลักษณะที่ต่างกันเข้ากับแต่ละเพศสภาพ และการให้คุณค่ากับลักษณะเหล่านั้นแตกต่างกัน  การแบ่งประเภท บทบาท ที่ทาง และการให้ค่าที่ต่างกันนี้ ส่งผลต่อชีวิตทางสังคมของคน

            โปรดสังเกตว่ากรอบคิดเช่นนี้ไม่ได้พูดถึงผู้หญิงและผู้ชายในฐานะบุคคลหรือกลุ่มคน และไม่ได้โต้เถียงว่าผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย เพราะหญิงชายแต่ละคนไม่ได้มีลักษณะครบถ้วนเต็มที่ตามการกำหนดลักษณะเพศสภาพเหมือน ๆ กัน แต่ดูจะมีความต่างอยู่มากในหมู่คนที่มองตนเองหรือถูกจัดให้เป็นผู้มีเพศสภาพหญิง แต่การพยายามทำความเข้าใจนี้ดูจากกรอบการแบ่งลักษณะและการให้คุณค่าในระบบสองเพศสภาพ ว่ามีผลต่อชีวิตทางการเมืองของคนอย่างไร

            ลำดับการชวนคิดในประเด็น “หลังบ้าน” และผู้หญิงในการเมือง จะเริ่มจากความเชื่อเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่ หลักการที่ต่างกันของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน และการเชื่อมโยงกับความเป็นชายหญิง การจัดแบ่งเช่นนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์และประสบการณ์ของผู้หญิงในฐานะผู้มีส่วนร่วมทางการเมืองในฐานะพลเมืองและในฐานะ “หลังบ้าน” อย่างไร ผู้หญิงออกไปมีบทบาทในพื้นที่นอกบ้านเผชิญกับอะไร แล้วจึงยกระดับไปสู่การตั้งคำถามและข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับและเปิดรับหลักการที่ต่างกันของระบบสองเพศสภาพในชุมชนทางการเมือง

การแบ่งพื้นที่ชีวิตทางสังคม เพศสภาพและการเมือง

แม้ว่ารัฐไทยจะสมาทานหลักการความเสมอภาคเท่าเทียมระหว่างชายหญิง โดยใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ฉบับปีพ.ศ. 2517 เป็นต้นมา ทำให้คนหลายกลุ่มในสังคมไทยเข้าใจว่าผู้หญิงกับผู้ชายทำกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ในชีวิตได้เหมือน ๆ กันและถูกตัดสินภายให้มาตรฐานเดียวกัน แต่แท้ที่จริงเราสมาทาน “หลักการ” ความเสมอภาคเท่าเทียม วิถีปฏิบัติและความเชื่อค่านิยมหลายประการของคนไทยไม่ได้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว แม้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเราได้เห็นการหยิบยกหลักการดังกล่าวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้ผลักดันประเด็นทางการเมือง ความเสมอภาคเท่าเทียมเป็นอุดมคติที่บางคนอยากเห็นปรากฏเป็นจริง แต่หลักการความเสมอภาคนี้ได้รับผลกระทบจากการแบ่งแยกผู้คนบนฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น ชาติพันธุ์ ศาสนา ฯลฯ โดยมิติของการแบ่งนี้พาดทับกันอย่างซับซ้อนและมีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละบริบทและกรณี

คนไทยได้เห็นผู้หญิงมากมายออกมามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและการเมือง แต่ดูเหมือนที่ทางของผู้หญิงในระบบการเมืองยังเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดหลายประการ วิธีการมองและตัดสินผู้หญิงในระบบการเมืองผูกพันอยู่กับการมองบทบาทผู้หญิงโดยเชื่อมโยงกับครัวเรือนอยู่มาก

ผู้หญิงกับการเมืองดูเหมือนจะเป็นคนละเรืองที่ไม่เกี่ยวกันสำหรับคนจำนวนไม่น้อย ท่านผู้หญิงพูนศุขพูดถึงการเข้าไปมีบทบาทของผู้หญิง หลายคนพูดถึงการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีบทบาทมากๆในทางการเมือง สะท้อนความเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้อยู่ในพื้นที่การเมืองมาแต่เดิม (เช่นเดียวกับคนอีกหลายกลุ่ม) แต่ผู้หญิงไม่เคยมีอิทธิพลในทางการเมืองจริงหรือ เราได้ยินเรื่องราวของผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากมายที่ไม่ได้ปรากฏให้เห็นในพื้นที่การเมืองอย่างเปิดเผย แต่คนรู้สึกได้ถึงอำนาจ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทที่ทางของผู้หญิงตามความเชื่อและวิถีปฏิบัติของผู้หญิงหลายคนที่ไม่สอดคล้องจึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ความไม่สอดคล้องนี้ส่งผลอย่างไรบ้างในทางสังคม และกลไกในการกำกับเพื่อให้วิถีปฏิบัติของผู้คนเป็นไปตามอุดมคติเป็นอย่างไร

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยส่งผลต่อการเมืองและความเป็นไปของสังคมมาจากพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่กระบวนการทางการเมืองที่เป็นทางการ การศึกษาผู้หญิงในการเมืองตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับช่องทางในการแสวงหาอำนาจและใช้อำนาจโดยอ้อมของผู้หญิงหลายคน ที่อาศัยความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชายผู้มีอำนาจในฐานะคู่รัก ภรรยา ลูกสาว ฯลฯ ช่องทางเช่นนี้ดูไม่เหมาะควรเพราะเป็นการข้ามพื้นที่และใช้อำนาจโดยคนที่ไม่ได้มีอำนาจโดยตรง นอกจากนี้ยังยากแก่การตรวจสอบที่ทำให้หลักการความโปร่งใสและพร้อมรับผิดของผู้ใช้อำนาจทางการเมืองเป็นไปได้ยาก แม้ว่ากระบวนการตรวจสอบในหลายระบบการเมืองจะพยายามครอบคลุมคู่สมรสและบุตรธิดาของผู้มีอำนาจทางการเมืองด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่า “หลังบ้าน” จำนวนมากไม่ใช่ “คู่สมรส” ตามกฎหมายหรืออยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบผัวเดียว – เมียเดียว ประกอบกับการแบ่งพื้นที่ที่ทำให้ความสัมพันธ์และการกระทำมากมายซ่อนเร้นอย่างมิดชิดในอาณาบริเวณส่วนตัวที่ไม่ได้เปิดเผยให้เป็นที่รับรู้ ทำให้การตรวจสอบติดตามบทบาทและอิทธิพลของ “หลังบ้าน” ทำได้ยากเย็น

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนความเชื่อว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ที่จำกัดความเข้าใจและการให้คุณค่ากับบทบาทและหลักการที่กำกับกิจกรรม/กิจการต่าง ๆ ในพื้นที่นั้น แต่คนและหลักการไม่ได้เคารพการแบ่งและเส้นแบ่งสมมตินี้อย่างเคร่งครัด การข้ามพื้นที่ของคนและหลักการที่กำกับพฤติกรรมของคนเกิดขึ้นเสมอและทำให้หลายคนอึดอัดคับข้องใจอยู่ไม่น้อย

            การเรียกภรรยาบุคคลสำคัญหรือผู้นำว่า “หลังบ้าน” สะท้อนความเข้าใจเกี่ยวกับที่ทางของผู้หญิง ในฐานะแม่และเมีย บทบาทหน้าที่หลักของผู้หญิงอยู่ในบ้าน ไม่ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่การงานที่ต้องปะทะสังสรรค์กับโลกนอกบ้าน ความเชื่อนี้เผชิญกับการข้ามพื้นที่ของผู้คนและหลักการที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา

·         เพศสภาพ การแบ่งบทบาทหน้าที่ทางเพศ และพื้นที่ของชีวิตทางสังคม

            ความเป็นหญิง – ความเป็นชายเกี่ยวข้องกับการแบ่งบทบาทตามแง่มุมการเจริญพันธุ์ เนื่องจากผู้หญิงเป็นผู้ตั้งท้อง คลอดลูก และให้นมทารก หน้าที่การเลี้ยงดูเด็กจึงถูกมอบหมายให้ผู้หญิงไปด้วย นักคิดคนสำคัญหลายคนเชื่อมโยงผู้หญิงเข้ากับครัวเรือนโดยดูจากการแบ่งบทบาทตามเพศที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ ครัวเรือนเป็นพื้นที่ของผู้หญิงและนักคิดจำนวนมากเห็นว่าผู้หญิงไม่ควรมีบทบาทในการเมือง ในฐานะกิจกรรมเพื่อจะกำหนดกติกาของชุมชนทางการเมือง เพราะผู้หญิงขาดคุณสมบัติสำคัญสำหรับการแสดงบทบาททางการเมือง[1]

            ข้อสังเกตที่น่าสนใจของนักทฤษฎี/นักเคลื่อนไหวแนวสตรีนิยมในประเด็นความเป็นหญิง – ความเป็นชาย ได้แก่ การนิยามความเป็นหญิงโดยเชื่อมโยงกับความเป็น “วัตถุทางเพศ” ที่ดำรงอยู่เพื่อสนองความต้องการทางเพศของผู้ชายและความเป็นแม่[2] สองแง่มุมที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเองนี้ต่างก็เกี่ยวกับการนิยามตัวตนของผู้หญิงในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ใส่ใจกับความต้องการของผู้อื่นการเลี้ยงดูกล่อมเกลาเด็กในระบบที่แบ่งมนุษย์ออกเป็นสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด โดยผู้เลี้ยงดูเด็กมีเพศสภาพหญิง ส่งผลต่อวิธีการเลี้ยงให้เด็กโตขึ้นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงด้วย การเลี้ยงดูทำให้ผู้หญิงหลายกลุ่มมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับอารมณ์และความต้องการของคนอื่น[3]  

            ภาพความเป็นหญิงในใจของผู้คน ณ เวลานี้ยังเกี่ยวข้องกับการใช้อารมณ์ การดูแลและให้ความสำคัญกับความเห็นและความต้องการของผู้อื่นเป็นหลัก ในขณะที่ผู้ชายถูกมองเชื่อมกับการใช้เหตุผล อึดอัดกับอารมณ์และความผูกพันทางอารมณ์ การนำและความเป็นผู้นำ การทำความเข้าใจผู้หญิง-ผู้ชายมักตั้งอยู่บนฐานความต่างนี้และเปรียบเปรยว่าหญิงชายในระบบการแบ่งคนออกเป็นสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัดมาจากดาวคนละดวง แตกต่างกันมากและต้องอาศัยการทำความเข้าใจหลายประการ

การเน้นความต่างระหว่างชายหญิงและตีขลุมว่าผู้หญิงเป็นเช่นนั้น/ผู้ชายเป็นเช่นนี้ มักจะเผชิญกับกรณียกเว้นมากมายในชีวิตทางสังคม กล่าวคือคนมีเพศสภาพชายและเพศสภาพหญิงจำนวนมากไม่ได้มีลักษณะ การกระทำและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับความเป็นหญิงและความเป็นชายอย่างที่ยึดถือกัน ผู้คนในสังคมทำให้เราพอจะเห็นได้ว่าผู้หญิงทุกคนไม่ได้เอื้ออาทรหรือมีความเป็นแม่ ผู้ชายทุกคนไม่ได้ละเลยอารมณ์หรือไม่ใส่ใจกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแล แท้ที่จริงการแบ่งหญิงชายในลักษณะขั้วตรงข้ามไม่สอดคล้องกับการต่อรองของผู้คนที่มีผลให้คนจำนวนมากมีลักษณะผสมผสานหรือไม่เป็นไปตามความเป็นชายหญิงแบบสุดขั้วหรือเต็มร้อย

ผลที่สำคัญของระบบสองเพศสภาพต่อชีวิตทางสังคมอาจคือการจำกัดความคิดการมองโลกและการตัดสินตนเองตามความเชื่อแบบสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด จนมองไม่เห็นโลกที่ผู้คนมีความซับซ้อนและเลื่อนไหลมากกว่าจะหยุดนิ่งและชัดเจนด้านลักษณะและบทบาทของเพศสภาพ ดูเหมือนว่าคนจะไม่ได้เป็นชายจริง – หญิงแท้อย่างที่เราเข้าใจเสียเลยทีเดียว สิ่งที่กำกับความเชื่อ การเห็นโลกและวิถีชีวิตของเราคือการนิยามความเป็นหญิงและการให้คุณค่ากับลักษณะที่เราเชื่อมโยงกับความเป็นชายหญิงมาก

ความเชื่อเรื่องการแบ่งบทบาทหน้าที่ตามเพศสภาพและการจัดพื้นที่ให้กับบทบาทเหล่านั้น โดยมีค่านิยมหรือหลักการที่แตกต่างกันเพื่อกำกับกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงในแต่ละพื้นที่ ส่งผลต่อการดำเนินการทางการเมือง รวมไปถึงบทบาทและรูปแบบการส่งอิทธิพลหรือผลักดันความเป็นไปในพื้นที่การเมืองของผู้คนต่างเพศสภาพด้วย

ความเข้าใจการเมืองในฐานะกิจกรรมเพื่อกำหนดทิศทาง กติกา และการจัดสรรทรัพยากรส่วนรวม เพื่อประโยชน์สุขสาธารณะ ทำให้การเมืองดูเหมือนจะไม่ใช่กิจกรรมของผู้หญิง เพราะเป็นเรื่องสาธารณะและเกิดในพื้นที่สาธารณะซึ่งไม่ใช่พื้นที่หลักของผู้หญิง นอกจากนี้ผู้หญิงยังขาดลักษณะสำคัญที่จำเป็นต่อการดำเนินการทางการเมืองในความหมายที่ได้หยิบยกมานี้

การเมืองกับเพศสภาพหญิงจึงดูเหมือนจะต่างคนต่างอยู่ โดยพื้นที่การเมืองให้คุณค่าหรือดำเนินการตามหลักการของการใช้เหตุผล การแข่งขันและอำนาจ หลักการและกติกาของการเมืองในพื้นที่สาธารณะไม่ได้รวมเอาลักษณะที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงไว้ด้วย

·         ครัวเรือนกับการเมือง

            ถ้าเราเชื่อนักปราชญ์กรีก ผู้หญิงไม่ควรมีบทบาทในการเมืองซึ่งเป็นกิจกรรมการโน้มน้าวชักจูงด้วยเหตุผลเพื่อให้เห็นด้วยกับแนวทางหรือข้อเสนอของเรา เพราะผู้หญิงด้อยหรือพร่องในเรื่องเหตุผล และไม่มีเวลาในชีวิตเหลือเพื่อจะเข้าร่วมในการแลกเปลี่ยนโต้เถียงด้วยเหตุผลเนื่องจากบทบาทหน้าที่ในครัวเรือนที่เป็นงานต้องใช้เวลาในชีวิตมากมายเพื่อจะปฏิบัติ กิจกรรมทางการเมืองในความหมายนี้จึงเป็นเรื่องของผู้ที่มีเวลาพอจะทำได้ คนหลายกลุ่มรวมทั้งผู้หญิงไม่มีเวลาจะคิดใคร่ครวญและร่วมในการแลกเปลี่ยนโน้มน้าวโดยใช้เหตุลในประเด็นสาธารณะต่าง ๆ ถ้ามองเช่นนี้ผู้หญิงจึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง

            อาณาบริเวณที่ผู้หญิงมีบทบาทหน้าที่คือครัวเรือน ซึ่งมีกฎกติกาและหลักการคนละชุดกับการเมือง ในขณะที่การเมืองเป็นกิจกรรมเพื่อประโยชน์สุขสาธารณะ ครัวเรือนเป็นพื้นที่ที่สมาชิกมีเป้าหมายเดียวกันคือความร่มเย็นเป็นสุขของครัวเรือนเอง[4] เมื่อหลักที่ต่างกันนี้ถูกใช้ในอีกพื้นที่หนึ่งจะถูกมองว่าเป็นปัญหา เช่นคนที่ไม่สนใจช่วยเหลือเกื้อกูลญาติพี่น้อง หรือปฏิบัติต่อพี่น้องเท่าเทียมกับคนนอกครอบครัว จะถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาไหนจากเครือญาติ แต่การเอื้อประโยชน์กับเครือญาติในการทำงาน ในการเมืองหรือระบบเศรษฐกิจ กลายเป็นบาปผิดใหญ่ที่กฎหมายของหลายรัฐห้าม สังคมประณาม หรือกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ถูกขับไล่ในทางการเมืองได้

            ความเชื่อว่าผู้หญิงเหมาะกับบทบาทในบ้าน และหลักของความสัมพันธ์ในครัวเรือนกับการเมืองไม่เหมือนกัน ความเป็นหญิงที่ถูกนิยามตามหน้าที่ของการดูแลและความเอื้ออาทร แต่เป็นความเอื้ออาทรและการดูแลที่จำกัดอยู่เฉพาะสมาชิกในครัวเรือน การคิดถึงประโยชน์สุขของสมาชิกครัวเรือนทำให้ไม่เหมาะกับกิจกรรมทางการเมืองที่เป็นเรื่องประโยชน์สุขส่วนรวม และเป็นพื้นที่ของหลักการสากลไม่ใช่ความเฉพาะเจาะจง[5]

การยึดหลักและค่านิยมที่ต่างกันสำหรับสองพื้นที่ ทำให้การข้ามพื้นที่ของคนหรือหลักการถูกมองว่าเป็นปัญหา ความคาดหวังให้คนต่างเพศสภาพตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่ของตน เคารพการแบ่งบทบาทและพื้นที่ รวมไปถึงการปฏิบัติตนตามเพศสภาพ ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม กิริยา และวิถีชีวิต  คนจำนวนไม่น้อยไม่ชอบใจเมื่อเห็นหรือได้ยินร่องรอยของการแทรกแซงอำนาจของผู้ชายในตำแหน่งทางการเมือง ราชการหรือธุรกิจ เพราะเห็นว่าอำนาจนั้นเป็นของผู้ชาย (โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายขึ้นสู่อำนาจและครองอำนาจโดยการคัดสรรเลือกตั้งของประชาชน) ผู้ชายที่มีตำแหน่งหน้าที่ควรจะเป็นผู้ใช้อำนาจนั้น และในเวลาที่ค่านิยมอย่างความโปร่งใสและพร้อมรับผิดชอบ ยึดกุมความเชื่อของคนจำนวนมาก การใช้อำนาจหน้าที่ต้องเป็นไปในลักษณะที่ผู้คนติดตามครวจสอบได้

ผู้หญิงในฐานะ “หลังบ้าน” ที่พยายามจะกำกับการใช้อำนาจของผู้ชายที่ตนสัมพันธ์หรือส่งอิทธิพลผ่านผู้ชายในตำแหน่งทีมีอำนาจ ถูกมองอย่างหวาดระแวงเพราะความเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการแทรกแซงกิจกรรมในพื้นที่ที่ไม่ใช่ของตน ถ้ามองจากความเชื่อเกี่ยวกับรูปแบบการได้มาซึ่งอำนาจที่ต้องผ่านการรับรองของพลเมืองในรัฐผ่านการเลือกตั้ง บรรดา “หลังบ้าน” ไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือกโดยประชาชน แต่เป็น “ของแถม” ที่มากับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนเองชื่นชอบอยากให้เป็นตัวแทนทางการเมืองหรือเข้าไปทำหน้าที่ในสถาบันทางการเมือง

การก้าวก่ายอำนาจของสามีหรือชายที่ใกล้ชิดโดยบรรดา “หลังบ้าน” ถูกมองเป็นเรื่องปกปิดซ่อนเร้นอยู่ใน “บ้าน” ที่สาธารณะไม่มีโอกาสติดตามรับรู้ (แท้ที่จริงพอจะรับรู้ได้บ้างไม่มากก็น้อย ผ่านเครือข่ายการนินทาที่พัฒนาไปตามการเติบโตของสื่อหลากหลายรูปแบบ แม้ว่าเนื้อหาของการนินทามักจะถูกเติมสี บิดเบือนหรือขยายขอบเขตมากบ้างน้อยบ้าง คนในหลายสังคมมีแนวโน้มจะเชื่อเรื่องราวที่ตนเองได้ยินผ่านการสื่อสารแบบบอกเล่าเชิงกระซิบเช่นนี้ว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะเรามักเชื่อว่าอะไรปิดๆบังๆมักมีมูล และการประณามผู้มีอำนาจผ่านการนินทาเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อสู้ขัดขืนของผู้มีอำนาจน้อย) แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การก้าวก่ายอำนาจมักถูกมองในทางลบ มาจากฐานความเชื่อว่าผู้หญิงมักใส่ใจกับครอบครัวมากกว่าจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคม

ความเป็นหญิงที่นิยามโดยมอบหมายหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลครัวเรือนให้ผู้หญิง ทำให้ “หลังบ้าน” คิดถึงแต่ความร่ำรวยหรือผลประโยชน์ของครอบครัวตนเองเท่านั้น กลายเป็นแรงผลักให้เกิดการเบียดบังผลประโยชน์สาธารณะได้ ผู้หญิงในฐานะภรรยาถูกมองในฐานะปัจจัยเร้าหรือกดดันให้ชายที่เป็นสามีเกิดพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ เพราะผู้หญิงสนใจแต่ประโยชน์สุขเฉพาะของครอบครัวตนเอง  ความเห็นแก่ตัวของผู้หญิงกับความต้องการจะสร้างครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความเสื่อมถอยของผู้ชายที่มีบทบาททางเพื่อประโยชน์ส่วยรวม

เมื่อผู้นำต้องการจะครอบครองทรัพย์สิน เพื่อสะสมความร่ำรวยและสร้างฐานะครอบครัว ผู้นำก็จะหมดสภาพความเป็นผู้ปกป้องประชาชน แรงกดดันต่อผู้นำยังมาจาก “หลังบ้าน” เมื่อภรรยาบ่นว่าดูแคลนเขาถึงความไม่เอาไหนอันเนื่องมาจากไม่สนใจแสวงหาทรัพย์สินทำให้ไม่มีหน้ามีตาเมื่อเทียบกับภรรยาในครอบครัวอื่น “หลังบ้าน” ในฐานะแม่ตำหนิสามีให้ลูกฟัง ทำให้ลูกไม่เห็นคุณค่าในความซื่อสัตย์และดูแคลนพ่อของตนเอง ลูกชายเริ่มท้าทายพ่อที่แม่บอกว่าไม่เอาไหนและพยายามแสดงว่าตนเองเป็น “ผู้ชาย” มากกว่า[6]

ภาพของภรรยาในฐานะ “หลังบ้าน” จึงกลายเป็นปัจจัยบ่อนทำลายความดีงามของผู้ชายโดยกระตุ้นให้ผู้ชายคำนึงถึงผลประโยชน์ของครัวเรือนเครือญาติมากกว่า เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งและหน้าตาของครัวเรือนเอง[7]

คุณสมบัติที่ทำให้ผู้หญิงเป็นที่รักและยกย่องในครัวเรือนในฐานะแม่และเมีย ได้แก่การให้ความสำคัญกับประโยชย์สุขของสมาชิกในครัวเรือนและเครือญาติ กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงถูกมองอย่างหวาดระแวงและดูแคลน ลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิงไม่เหมาะกับกิจกรรมทางการเมือง ในความหมายของการกำหนดกติกาและการจัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สุขสาธารณะ

ในขณะที่ “หลังบ้าน” ถูกมองอย่างหวาดระแวง หลายคนเชื่อว่า “หลังบ้าน” สามารถจะเล่นบทบาทคู่คิดของผู้ชายที่มีอำนาจ และเหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิดได้เช่นเดียวกัน โดยสนับสนุนสามีให้อยู่ในร่องในรอยของหลักจริยธรรมและความดีงามสำหรับผู้ครองอำนาจ ประเด็นนี้ถูกหยิบยกโดยนักทฤษฎีสตรีนิยม เช่น Mary Wollstonecraft ว่าผู้หญิงควรมีโอกาสหาความรู้และฝึกฝนผ่านการเรียนหนังสือเพื่อที่จะเล่นบทบาทคู่คิดของสามีได้ เพราะการอบรมให้ผู้หญิงเล่นบทบาทผู้หญิงเพื่อเป็นแม่และเมียในครัวเรือนอย่างสมบูรณ์แบบไมได้เตรียมให้ผู้หญิงทำหน้าที่คู่คิดและคู่ชีวิตของสามี[8]

มุมมองนี้บอกเราว่าการเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาของสามีไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงทุกคนจะทำได้เพียงเพราะเป็นผู้หญิงหรือเป็นภรรยา แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการของผู้หญิงแต่ละคน รวมทั้งลักษณะของความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ อาจกล่าวได้ว่าลักษณะการเป็นเพื่อนคู่คิดและคู่ชีวิตที่ผ่านความยากลำบากและภัยอันตรายระดับเดียวกับที่สามีอย่างท่านอาจารย์ปรีดีต้องเผชิญ เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่พิเศษยิ่ง

ความรัก ห่วงใย ใส่ใจทุกข์สุข และการดูแลทีถูกจัดให้เป็นเรื่องหลักของความสัมพันธ์ในครัวเรือน  กลายเป็นปัญหาในพื้นที่สาธารณะ หลายคนเชื่อว่าความเอื้ออาทรจะทำให้ความสามารถในการคิดถึงประโยชน์สุขส่วนรวมน้อยลง และไม่สามารถรักษาการคิดและตัดสินโดยยึดหลักการความเป็นสากลไว้ได้ เพราะคนมีแนวโน้มจะย่อหย่อนการบังคับใช้กติกาหรือเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่เราผูกพันหรือมีความหมายในเชิงส่วนตัว ความเอื้ออาทรควรถูกกันออกจากกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะที่ควรยึดหลักความยุติธรรมที่เป็นสากลและไม่เลือกข้างหรือเข้าข้างใคร

ผู้หญิงในการเมือง – การข้ามพื้นที่ของผู้หญิง

            การมีบทบาทในครัวเรือนหรือทำหน้าที่ปกครองดูแลครัวเรือนอาจจะต่างจากความเข้าใจของภาพ “แม่บ้าน” ที่ดูแลบ้านโดยมีสามี (ที่ออกไปทำงานนอกบ้าน) หาเลี้ยง ในเวลาที่ครัวเรือนเป็นหน่วยการผลิตด้วย การถูกจัดบทบาทหน้าที่ให้อยู่ในครัวเรือนอาจไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็น แต่เมื่อการผลิตย้ายออกจากครัวเรือนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจการค้า “สมัยใหม่” รูปแบบการหาเลี้ยงชีพต้องพึ่งพิงรายได้นอกบ้าน คนที่อยู่ติดกับครัวเรือนต้องเผชิญกับปัญหาการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจดังที่เราได้เห็นจากประสบการณ์ของหญิงชนชั้นกลางหลายกลุ่ม

            ภาพของผู้หญิงในฐานะ “แม่บ้าน” ที่ถูกจำกัดบทบาทให้เป็นแม่และเมียในครัวเรือน ไม่มีบทบาทโดยตรงในระบบการเมืองถูกมองว่าเป็นเรื่องของอดีต การเปลี่ยนแปลงเชิงความคิดในทางการเมืองและเศรษฐกิจทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับที่ทางของผู้หญิงบางกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเลือกวิถีชีวิตของตนเอง ข้อเรียกร้องสำคัญจากการวิพากษ์การจำกัดที่ทางของผู้หญิงไว้ในครัวเรือน คือผู้หญิงควรมีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ออกมามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตซึ่งย้ายออกจากครัวเรือนไปมีพื้นที่แยกต่างหาก เพื่อจะทำมาหาเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการรวมผู้หญิงเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองที่เป็นทางการ

ในขณะที่ผู้หญิงบางกลุ่มเป็นแรงงานในระบบเศรษฐกิจอยู่แล้ว ผู้หญิงอีกหลายกลุ่มต่างชนชั้นเข้ามามีบทบาทในลักษณะต่าง ๆ ในระบบการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้หญิงในหลายสังคมในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ถูกคาดหมายให้มีบทบาทในพื้นที่สาธารณะด้วยเหตุผลเรื่องปากท้อง ความพึงพอใจในชีวิต ฯลฯ

การแบ่งพื้นที่และการนิยามเพศสภาพเช่นนี้ ทำให้เราเข้าใจผู้หญิงกับการเมืองไทยได้อย่างไร หญิงสามัญชนชาวสยามมีบทบาทในทางเศรษฐกิจมาโดยตลอดและดูจะแยกไม่ออกชัดเจนจากบทบาทหน้าที่ในครัวเรือนนัก ภาพของหญิงที่เป็นผู้ตามหรือ “หลังบ้าน” ดูจะเป็นวิถีของหญิงชนชั้นสูงบางกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหญิงชั้นสูงจะเล่นบทบาท “หลังบ้าน” ที่น่ารักไร้พิษสงกันไปทุกคนการจำกัดบทบาทและพื้นที่ของผู้หญิงเช่นนี้ไม่ได้ผลเสียเลยทีเดียว เราได้ยินเรื่องราวของ “หลังบ้าน” ผู้ทรงอิทธิพล สามารถผลักดันความเป็นไปทางการเมืองและสังคมผ่านความสัมพันธ์กับชายที่มีอำนาจ

ในหลายสังคมมีเรื่องเล่า (นินทาที่มีวัตถุประสงค์ที่ปะปนระหว่างความเป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อโต้ตอบผู้มีอำนาจมากกว่าในรูปแบบที่ผู้มีอำนาจน้อยกว่าทำได้กับความสนุกไว้ด้วย)  เกี่ยวกับผู้หญิงหลังฉากผู้ทรงอิทธิพล ความทรงจำร่วมระดับโลกของ “หลังบ้าน” เหล่านี้ได้แก่ ซูสีไทเฮา (ชื่อของพระนางกลายเป็นคำเรียกการแทรกแซงทางการเมืองและการใช้อำนาจของหลังบ้าน) เป็นต้น

อันที่จริงไม่ว่าคนที่จะด่าหรือชม “หลังบ้าน” ส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นหรือรับรู้โดยตรงว่าผู้หญิงหลังฉากเหล่านี้ทำอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น เรื่องราวของผู้หญิงทรงอิทธิพลตั้งแต่ท้าวศรีสุดาจันทร์ มาจนถึงป้าย่ายายและนายใหญ่/นายหญิง มาจากการบอกเราปากต่อปากที่น่าจะเติมสีจนพวกเธอมีอิทธิฤทธิ์น่าหวาดกลัวโดยน้อยคนจะได้เห็นการกระทำหรือการใช้อำนาจของพวกเธออย่างเปิดเผย แต่ผู้คนก็เชื่อว่าพวกเธอกำกับทิศทางของการเมืองจากหลังฉากหลังบ้าน โดยไม่เคยเห็นเต็มตา บางคนถูกเล่าถึงความเมตตา เฉลียวฉลาด บางคนในฐานะนางมารหาประโยชน์ ไม่ว่าจะอย่างไรพวกเธอเหมือนเทพหรือปีศาจที่ไม่เคยมีใครรู้ด้วยตา แต่พลังอำนาจเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง

            ผู้หญิงในฐานะ “หลังบ้าน” ถูกมองอย่างหวาดระแวงเพราะพวกเธออาจทำให้เกิดการข้ามพื้นที่ของค่านิยมให้ความสำคัญกับครัวเรือน-เครือญาติเข้ามาสู่พื้นที่สาธารณะ ภาพลักษณ์เช่นนี้เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่สำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่การเมืองในฐานะ “นักการเมือง” หรือ “นักเลือกตั้ง”

การเมืองในฐานะกระบวนการกำหนดกติกาและนโยบายสาธารณะ เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้รวมเอาผู้หญิงและคนหลายกลุ่มไว้ด้วย แต่ถูกผูกขาดโดยผู้ชายกลุ่มเล็กที่มีภูมิหลังทางสังคมใกล้เคียงกันมายาวนาน ผู้หญิงและคนหลายกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อจะถูกรวมเข้าสู่ระบบการเมืองต้องแข่งขันและทำงานในบริบทที่วิถีปฏิบัติ กติกาและภาษาที่ใช้ถูกกำหนดและผลิตซ้ำโดยผู้ชายและเพื่อผู้ชายกลุ่มเล็ก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอยู่รอดในบริบทเช่นนี้

ผู้หญิงในระบบการเมืองที่เป็นทางการจำนวนหนึ่งเรียนรู้และรับกติกาและหลักการแบบผู้ชาย เพื่อจะให้สู้ได้และเป็นที่ยอมรับ แปลว่าผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้ชายเพื่อจะให้ประสบความสำเร็จในกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่สาธารณะ

แม้เมื่อผู้หญิงจำนวนมากมายได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่สาธารณะ ดูเหมือนพวกเธอไม่ได้นำหลักและวิธีการที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงมาด้วย  ผู้นำหญิงหลายคนที่มักถูกหยิบยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จของผู้หญิงในการเมืองเพราะพวกเธอก้าวขึ้นเป็นผู้นำรัฐได้ มีลักษณะความเป็นหญิงเหล็กที่เข้มแข็ง พร้อมใช้ความรุนแรงในการจัดการความขัดแย้งและการบริหารงานมากกว่าผู้นำชายหลายคน ฯลฯ

แล้วผู้หญิงสามารถจะเป็นผู้หญิงในความหมายของการทำงานโดยอาศัยลักษณะหรือยึดหลักการที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิงได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะยึดลีลามหานิยมที่เชิดชูลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นชายอย่างความเป็นอิสระไม่เชื่อมโยงหรือพึ่งพิงใคร เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้นำหญิงจะเปลี่ยนความหมายของอำนาจและการใช้อำนาจให้เป็นเรื่องของการแบ่งปันอำนาจมากกว่าการยึดกุมอำนาจไว้ที่ตนเอง หรือดึงและสนับสนุนลักษณะดี ๆ ของคนให้ได้แสดงออกมากกว่าจะเน้นความสำคัญของตนเองในฐานะคนเก่งที่ใครต่อใครเป็นได้เพียงลูกน้องหรือผู้ตาม[9]

การมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะของผู้หญิงอาจจะไม่ได้เปลี่ยนกติกา หลักการและวิถีปฏิบัติของพื้นที่ได้ชัดเจนนัก แต่ผู้หญิงต่างหากเป็นฝ่ายต้องปรับและเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับพื้นที่นั้น ๆ ได้

ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่และหลักการที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่ที่สัมพันธ์กับเพศสภาพ คือการแบ่งนี้ทำให้ค่านิยมบางเรื่องเท่านั้นกำกับการมองโลกและการกระทำของคนในพื้นที่เฉพาะ ผลที่ตามมาคือการขาดดุลยภาพในวิธีคิดของมนุษย์หรือไม่ การตั้งคำถามทำนองนี้ที่หลายท่านคุ้นเคยกันคือ การที่วิธีการมองโลกโดยมีมนุษย์ที่มุ่งแสวงประโยชน์ด้านวัตถุและการพิชิต-แข่งขัน-เอาชนะเป็นศูนย์กลาง นำไปสู่การทำลายล้างโลกธรรมชาติและการใช้ความรุนแรงระหว่างมนุษย์อย่างกว้างขวาง

ประเด็นที่ถูกหยิบยกเสมอคือ การมองโลกและให้คุณค่าเฉพาะบางแง่มุม โดยไม่รวมลักษณะที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงไว้ด้วย กลายเป็นผลเสียต่อมนุษย์โดยรวมหรือไม่ มนุษยชาติและชุมชนทางการเมืองอยู่ได้โดยการแข่งขัน การเอาชนะ การยึดกุมอำนาจ และความเป็นอิสระหรือการไม่พึ่งพิง? หรือแท้ที่จริงแล้วการให้คุณค่ากับลักษณะเหล่านั้นแต่เพียงอย่างเดียวต่างหากที่ทำให้มนุษย์โดยรวมยากลำบาก และการอยู่รอดของมนุษย์ต้องอาศัยความเอื้ออาทรที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงด้วย

การที่กติกาและหลักการของพื้นที่สาธารณะนอกครัวเรือนไม่เปลี่ยนนัก กระทบการดำเนินการต่าง ๆ ของผู้หญิงมากมายในพื้นที่สาธาณะอยู่มาก ความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทที่ทางที่เหมาะสมของผู้หญิงในฐานะแม่-เมียในครัวเรือน ที่มีคุณลักษณ์ต่างจากผู้ชายซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลักในพื้นที่สาธารณะเพื่อหาเลี้ยงและเป็นผู้นำครัวเรือน ทำให้ผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะ มีตำแหน่งที่เป็นทางการเมืองในการเมืองและระบบเศรษฐกิจต่างก็เผชิญกับความคาดหวังหรือการตัดสินโดยมาตรฐานที่ขัดแย้งกันเอง

ผู้นำทางการเมืองและนักบริหารหญิงถูกเรียกร้องและคาดหวังให้ทำงานด้วยลีลาแบบผู้ชาย อยากให้ผู้หญิงเป็นเหมือนผู้ชาย แต่ก็ต้องการให้แสดงความเป็นหญิงด้วย การสำรวจของนิตยสารฟอร์บส (Forbes) พบว่าคนจำนวนไม่น้อยอยากให้ผู้หญิงในตำแน่งผู้นำพร้อมแข่งขัน เด็ดขาดห้าวหาญ แต่ก็ไม่ชอบเมื่อพวกเธอเจ้าเล่ห์และแสวงหาอำนาจเต็มที่โดยละเลยจะแสดงความใส่ใจหรือเห็นใจผู้อื่น คนไม่ชอบที่ผู้นำหญิงเข้มแข็งเกินไป แต่ก็ไม่ชอบเมื่อเธอแสดงอาการที่ถูกจัดว่าเป็นความอ่อนแอ คนไม่ชอบที่ผู้หญิงเจ้าอารมณ์แต่ก็ไม่ชอบเมื่อเธอไม่แสดงอารมณ์[10]

กติกาและหลักการของพื้นที่สาธารณะทำให้การแสดงอารมณ์ของผู้หญิงเป็นปัญหา ร้องไห้ก็ถูกมองว่าอ่อนแอ น้ำตาของผู้หญิงทำให้หลายคนอึดอัดเพราะไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เมื่ออารมณ์หลายประเภทปรากฏในพื้นที่สาธารณะจึงดูผิดที่ผิดทางสำหรับกติกาที่เรียกร้องการใช้เหตุผล ไม่หวั่นไหวด้วยอารมณ์

นอกจากนี้ ผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจบางคนถูกมองว่าขึ้นสู่ตำแหน่งนั้นได้เพราะสิทธิพิเศษ หรือเส้นสายดีมากกว่าความสามารถของตนเอง ภาพลักษณ์และความคาดหวังที่ขัดแย้งกันเองนี้เพิ่มความยุ่งยากให้ผู้หญิงในการทำงานในพื้นที่สาธารณะ

ในสังคมไทยแม้เมื่อมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยเชื่อว่าที่ทางของผู้หญิงและผู้ชายในทางการเมืองไม่เหมือนกัน ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทที่ทางของผู้หญิงในชุมชนทางการเมืองยังเป็นไปโดยสอดคล้องกับความเชื่อว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ชีวิตออกเป็นอาณาบริเวณสาธารณะและอาณาบริเวณส่วนตัว – ผู้หญิงกับบ้าน หรือคาดหวังให้ผู้หญิงเล่นบทบาทคล้าย ๆ ในครัวเรือนในพื้นที่สาธารณะ เช่นชอบให้ผู้หญิงเล่นบทบาทแม่/ป้า/พี่สาวที่คอยดูแลเรื่องกินอยู่และความรู้สึกของคนในที่ทำงาน เป็นต้น

การเล่นบทบาทดูแลและเป็นฝ่ายสนับสนุนปนสงเคราะห์โดยผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะอาจจะได้รับการชี่มชมชื่นชอบจากบางคน (แม้ว่าหลายเวลาจะปนอาการรำคาญและอึดอัด เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูกหลายคู่) แต่ไม่ใช่ลักษณะที่ถูกให้ค่าว่าเป็นผลดีต่อการปฏิบัติงาน สำหรับคนที่หวังจะก้าวหน้าในองค์กรหรือสถาบันในระบบตลาดหรือการเมืองที่เป็นทางการแบบนักเลือกตั้ง ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยไม่สามารถจะเล่นบทบาทดูแลคนอื่นเช่นนั้นได้ จึงถูกประณามเมื่อการกระทำและการสัมพันธ์กับผู้อื่นของเธอไม่สอดคล้องกับความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทเชิงเพศสภาพ

ภาพรวมของชีวิตทางสังคมของคนทำให้เราเห็นว่า การจัดแบ่งและจำกัดลักษณะ บทบาทและหลักการเฉพาะของแต่ละกลุ่มที่ทำให้โลกดูมีระบบระเบียบตามจินตนาการหมู่ของคน แท้ที่จริงไม่ได้เป็นระเบียบและแบ่งแยกกันเด็ดขาดชัดเจนในเรื่องการดำเนินชีวิต กิจกรรมและปฏิสัมพันธ์ของผู้คนมากมาย

ในเวลานี้ผู้หญิงมากมายเข้าไปมีบทบาทต่าง ๆ กันในพื้นที่สาธารณะ และไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงความเป็น “หลังบ้าน” ผ่านโยงใยความเป็นแม่-เมีย-ลูกสาว-พี่สาว-น้องสาว แต่การให้คุณค่ากับลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ลักษณะอย่างความเอื้ออาทรถูกให้คุณค่าในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่ยังจำกัดอยู่กับวงศาคณาญาติและมิตรภาพ แต่คนหลายกลุ่มไม่ชอบที่ความเอื้ออาทรในโยงใยความสัมพันธ์นี้จะปรากฏในกระบวนนโยบายและการบริหารจัดการสาธารณะ

ปรากฏการณ์ที่เราได้เห็นมาโดยตลอดคือการข้ามพื้นที่ไปมาของผู้คนและหลักการ/ค่านิยมในการกำกับพฤติกรรมและความสัมพันธ์ คนบางกลุ่มได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในบางพื้นที่ เช่นความพยายามเพิ่มจำนวนผู้หญิงในสถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการ เป็นต้น แต่หลักการในการกำกับพื้นที่ยังเป็นเช่นเดิม จึงดูเหมือนว่ามีแต่ตัวคนที่ข้ามพื้นที่ไป และถูกบีบบังคับโดยสถานการณ์ให้รับวิถีปฏิบัติของพื้นที่ที่ตนเองได้ข้ามไป การข้ามพื้นที่ของหลักการถูกมองว่าเป็นปัญหา เช่นความเชื่อว่าการครองอำนาจและใช้อำนาจในพื้นที่สาธารณะถูกทำให้อ่อนแอลงได้โดยความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างผู้มีอำนาจมากกว่าและผู้มีอำนาจน้อยกว่า หรือความแตกต่างของอำนาจในความสัมพันธ์ทำให้ความรักดูจริงน้อยลง เป็นต้น

ความเอื้ออาทรกับชีวิตทางสังคม

การใคร่ครวญถึงบทบาทของผู้หญิงในการเมืองจากที่ทางในครัวเรือนถึงการมีส่วนร่วมทางตรงในฐานะพลเมืองของรัฐ ทำให้เราได้เห็นการต่อสู้ผลักดันและความพยายามจะรวมผู้หญิงเข้าสู่ระบบการเมือง แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนการให้คุณค่าลักษณะและหลักการที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิง เรารวมผู้หญิงเข้าสู่ระบบการเมือง แต่ไม่ได้คิดถึงการรวมเอาแง่มุมหลายประการของความเป็นหญิงเข้าสู่พื้นที่การเมืองด้วย

ในขณะเดียวกันการพิเคราะห์การดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลักดันกติกาและนโยบายสาธารณะ ทำให้เราได้เห็นการข้ามพื้นที่ของความสัมพันธ์และหลักการที่กำกับพฤติกรรม เราได้เห็นการเอื้อประโยชน์ต่อครอบครัว พี่น้อง และพวกพ้อง และจัดการกระทำเช่นนั้นว่าเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง ระบบการเมืองต่าง ๆ พยายามสร้างและปรับเปลี่ยนกลไกต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบและเอาผิดกับการกระทำเช่นนี้

ความเชื่อว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ทางสังคมที่กำกับโดยหลักการต่างชุดกัน และเป็นพื้นที่ของคนต่างเพศสภาพ ทำให้เราคาดหวังและประเมินการกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะตามหลักการของพื้นที่สาธารณะ เมื่อเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ เราคาดหวังว่าคนจะวางโยงใยความสัมพันธ์ส่วนตัวอันซับซ้อนของความผูกพันทางอารมณ์และเครือญาติทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วปฏิบัติหน้าที่ในฐานะปัจเจกที่คิดใคร่ครวญและเลือกเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ไม่เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้องเพื่อนฝูง

            คำถามที่น่าคิดต่อก็คือ แล้วมนุษย์แยกตนเองออกจากโยงใยความสัมพันธ์รอบตัวเขาได้หรือไม่ หรือแท้ที่จริงตัวตนของเขาถูกนิยามโดยโยงใยความสัมพันธ์ที่มีความหมายในชีวิต ที่เขาและเธอพาไปด้วยทุกหนทุกแห่งเมื่อทำกิจกรรมหรือเกี่ยวข้องกับผู้อื้นในพื้นที่ต่าง ๆ ของชีวิตทางสังคม การมองโลกและการเลือกของเราถูกกำกับอยู่โดยโยงใยความสัมพันธ์นี้

            เพราะเราแยกตัวตนของเราออกจากโยงใยความสัมพันธ์ที่ทำให้เราเป็นเราไม่ได้ เราจึงมีแนวโน้มจะเห็นญาติเรา เพื่อนเรา ดีกว่าคนอื่น แต่ผู้คนก็ไม่ได้รังเกียจการช่วยเหลือเกื้อกูลและเอื้ออาทรไปเสียทุกเรื่องในพื้นที่สาธารณะ และเห็นประโยชน์ของลักษณะความสัมพันธ์เหล่านี้ในบางสถานการณ์ ตัวอย่างที่น่าจะทำให้หลายคนเข้าใจประเด็นนี้คือ เมื่อวิกฤติน้ำท่วมในปีพ.ศ.  2554 กระทบกรุงเทพมหานคร เกิดการกว้านซื้อของอุปโภคบริโภคจนนำไปสู่สภาพการขาดแคลนสินค้าราวกับเกิดสงครามใหญ่ คำอธิบายที่น่าสนใจว่าทำไมจึงเกิดการกักตุนลักษณะนี้ได้แก่ ความตื่นตระหนกของชนชั้นกลางไทย ที่เป็นห่วงตนเองและครอบครัว พยายามจะทำทุกอย่างเพื่อประกันความอยู่รอดและอยู่ดีเหมือนในเวลา “ปกติ” (หมายถึงเวลาที่ไม่เกิดวิกฤติที่สั่นคลอนโลกและความเคยชินของพวกเธอและเขา) 

เราตั้งคำถามว่าทำไมคนไทยไม่เหมือนคนญี่ปุ่นที่เอื้อเฟื้อและคิดถึงผู้อื่นด้วยแม้ในยามประสบภัย และพยายามสื่อ “สาร” สำคัญให้คนไทยคิดถึงคนอื่นด้วย คิดถึงแต่ตนเองและครอบครัวไม่ได้ เราได้เห็นการช่วยเหลือกันของเพื่อนบ้านที่ก่อนน้ำจะท่วมไม่สนใจแม้จะทำความรู้จักกัน เราได้เห็นการอาสาให้ความช่วยเหลือของเครือข่ายภาคประชาชน ที่เข้าถึงผู้ประสบภัยมากมายในหลายพื้นที่ ผู้มีจิตอาสาเหล่านี้ดูจะคิดถึงความอยู่รอดและทุกข์สุขของคนอื่นที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ การช่วยเหลือกันทั้งในระดับชุมชนและการอาสาของเครือข่ายภาคประชาชนทำให้หลายคนอยู่รอดได้

เมื่อเผชิญสถานการณ์วิกฤติ เราอยากให้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งใหญ่ที่นำไปสู่การปะทะด้วยความรุนแรง เราอยากให้คนเห็นความเชื่อมโยงกัน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมชาติ ดูเหมือนว่า เราไม่ได้หวาดกลัวความเอื้ออาทรนอกครัวเรือนไปเสียทีเดียว และเห็นประโยชน์ของความเชื่อมโยงกันและดูแลช่วยเหลือกันในหลายสถานการณ์

คำถามที่น่าจะต้องคบคิดต่อในเวลาที่เอื้ออำนวยต่อการชวนคิดในประเด็นนี้คือ เราควรจะใคร่ครวญเกี่ยวกับที่ทางและคุณค่าของความเอื้ออาทรในชีวิตทางสังคมการเมืองหรือไม่ หรือว่าจะกระตุ้นเร้าให้คนเอื้ออาทรต่อกันในยามวิกฤติแล้วก็กลับไปสู่วิธีคิดและการมองโลกแบบเดิมต่อไปเมื่อภัยอันตรายลดลง หรือเราจะคิดใหม่เกี่ยวกับหลักการที่เราจัดวางไว้ในพื้นที่สาธารณะโดยเชื่อมโยงกับบทบาททางเพศสภาพของผู้หญิง เพื่อจะทำให้ความเอื้ออาทรได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ เช่นเดียวกับความยุติธรรม เสรีภาพ และหลักการอื่น ๆ ที่เราเชิดชูให้คุณค่า

สิ่งที่เราหวาดหวั่นไม่น่าจะใช่ความเอื้ออาทรโดยตัวเอง เราเห็นปัญหาของความเอื้ออาทรที่จำกัดอยู่แต่กับคนในครอบครัว เครือญาติและเพื่อนฝูง แต่ก็เห็นประโยชน์ของความเอื้ออาทรที่ขยายออกนอกวงศ์วานว่านเครือ ไปรวมเอาคนอื่นอีกมากมายไว้ด้วย  ความเอื้ออาทร (ที่ไม่ได้เป็นไปโดยงดงามราบรืนและเป็นสุขตลอดเวลา แต่มีความอึดอัด ขัดแย้งและเหน็ดเหนื่อยปะปนอยู่ด้วยมาก คนที่เคยเลี้ยงเด็กหรือดูแลคนชราน่าจะพอนึกภาพออก)[11] ที่เป็นฐานสำคัญของโยงใยความสัมพันธ์ที่มีความหมายในชีวิตเรา ประคับประคองเราให้อยู่รอดและอยู่ดีทั้งทางกายและจิตใจ จำกัดอยู่ในความสัมพันธ์ส่วนตัวนี้ โดยไม่ได้ขยายไปสู่แวดวงที่ใหญ่กว่า จนกลายเป็นเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมต่อพวกพ้องพี่น้องของเราและคนอื่น

การจำกัดวงความเอื้ออาทรในความสัมพันธ์ส่วนตัวกลายเป็นข้อจำกัดในเวลาที่ผู้คนเผชิญวิกฤติที่ชีวิตไม่ได้เป็นไปตาม “ปกติ” แต่เผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่กระทบความอยู่รอดของตนและสมาชิกในครัวเรือน น่าสนใจว่าในยามวิกฤติ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่ขยายขอบเขตไกลไปกว่าวงศ์วานว่านเครือต่างหากที่ทำให้มนุษย์อยู่รอด 

ความเอื้ออาทรในชีวิตทางสังคมไม่ควรจำกัดอยู่ในครัวเรือน แต่น่าจะครอบคลุม “คนอื่น” ไว้ด้วย และทำให้เราคิดถึงความอยู่รอดและอยู่ดีของผู้คนอีกมากมายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์เป็นเครือญาติหรือเพื่อนฝูงของเราได้

            การพูดถึงที่ทางและการให้คุณค่ากับความเอื้ออาทรอาจถูกมองว่าไร้เดียงสาในสายตาคนทื่เชื่อว่ามนุษย์มีองค์ประกอบที่ไม่น่ารักและเห็นแก่ตัว เราไม่สามารถจะเปลี่ยนความเป็นมนุษย์ได้และควรจะปลดปล่อยผู้คนออกจากกรอบกติกาที่กดดัน กดขี่ บังคับให้คนต้องซ่อนเร้นหรือบิดเบือนความเป็นมนุษย์ของตนเอง ภาพของมนุษย์เช่นนี้อาจจะสะท้อนความเคยชินจากการมองโลกไม่ครบถ้วน ที่เบียดขับลักษณะหลายประการของมนุษย์ไปเก็บไว้ในพื้นที่ส่วนตัวโดยเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงและไม่ถูกให้คุณค่า

            ข้อเสนอว่าด้วยที่ทางของความเอื้ออาทรที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงนี้ ไม่ได้ฝากความหวังให้คนเป็นคนดีเพื่อโลกนี้จะได้ดีขึ้น แต่เสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีการมองและให้คุณค่ากับความเอื้ออาทรที่มีความหมายเชิงครอบคลุมและไม่จำกัดผู้ที่เป็นเป้าหมายของความอาทร ว่าจะต้องเป็นคนในครัวเรือนและแวดวงของเราเท่านั้น จากการมองว่าความเอื้ออาทรไม่มีที่ทางในการต่อสู้แข่งขันเพื่อเอาชนะ เพราะจะทำให้คนพ่ายแพ้ เราน่าจะมองความเอื้ออาทรในฐานะรูปแบบการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมที่ทำให้คนอยู่รอดไปด้วยกัน
           
การปรับคุณค่าของความเอื้ออาทรในชีวิตทางสังคมการเมืองจะเป็นไปได้ ต้องไม่ติดกรอบและติดกับกรอบการแบ่งเพศสภาพและการให้คุณค่ากับลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นชายมากกว่าลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิง และมองทะลุการจำกัดหลักการของแต่ละพื้นที่ที่ทำให้ชีวิตทางสังคมของคนขาดดุลยภาพ

การคิดใคร่ครวญถึงประสบการณ์ของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และทัศนะของท่านเกี่ยวกับผู้หญิงในการเมืองทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นหญิง การแบ่งพื้นที่ของชีวิตทางสังคม และหลักการเฉพาะของแต่ละพื้นที่นั้น การข้ามพื้นที่ของคนและหลักการดำเนินไปในรูปแบบต่าง ๆ เราอยู่ในเวลาที่เชื่อกันว่าผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองโดยตรงได้ แต่ก็ไม่หลุดจากกรอบการแบ่งเพศสภาพและพื้นที่

ข้อเสนอของดิฉันไม่ใช่การเพิ่มจำนวนหรือนำผู้หญิงเข้าสู่พื้นที่การเมืองภาครัฐ หรือการกำหนดกติกาของสังคมการเมือง การรวมผู้หญิงเข้าสู่ระบบการเมืองโดยไม่รวมหลักการหลายประการที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิงมาด้วยไม่ทำให้ชีวิตทางสังคมของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่สิ่งที่น่าจะเป็นคือการรวมเอาลักษณะและหลักการที่เชื่อมโยงกับความเป็นผู้หญิงเข้าสู่พื้นที่สาธารณะให้ได้ผสมผสาน ปะทะสังสรรค์ ทัดทานและถ่วงดุล หลักการความยุติธรรมแบบแห้งแล้งไม่เห็นใจคน


[1] งานของ Susan Moller Okin, Women in Western Political Thought (Princeton: Princeton University Press, 1979) ให้ภาพการแบ่งบทบาทหน้าที่ทางเพศและพื้นที่ของชีวิตทางสังคมตามแนวคิดของนักปรัชญาอย่างน่าสนใจ
[2] Allison M. Jaggar, Feminist Politics and Human Nature (Sussex: Harvester Press, 1983).
[3] Carol Gilligan, In a Different Voice (Cambridge: Harvard University Press, 1982).
[4] Arlene Saxonhouse, “Aristotle: Defective Males, Hierarchy and the Limits of Politics,” in Feminist Interpretations and Political Theory, ed. Mary Lyndon Shanley and Carole Pateman (Cambridge: Polity Press, 1991), p. 46.
[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า 48-9.
[6] Susan Moller Okin, “Philosopher Queens and Private Wives: Plato on Women and Family,” in Feminist Interpretations and Political Theory, ed. Mary Lyndon Shanley and Carole Pateman (Cambridge: Polity Press, 1991), p. 15.
[7] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
[8] Mary Wollstonecraft, A Vindication of the Rights of Women, http://etext.virginia.edu/toc/modeng/public/WolVind.html.
[9] Birute Regine,  “Women CEOs: Bold Enough to Be a Woman? in Huffington Post, http://www.huffingtonpost.com/birute-regine/female-ceos_b_1063671.html?ir=Women.
[11] Joan C. Tronto, “Care as a Political Concept,” in Nancy J. Hirschmann and Christine Di Stefano, Revisioning the Political (Boulder: Westview Press, 1996).